หน้าแรกINSIDE - INSIGHTสัญญาหยุดยิงลวงตา…“บัง”ราคาน้ำมันโลก   วิกฤติพลังงาน ไม่มีวันกลับไปจุดเดิม

สัญญาหยุดยิงลวงตา…“บัง”ราคาน้ำมันโลก   วิกฤติพลังงาน ไม่มีวันกลับไปจุดเดิม

เผยแพร่

spot_img

                            การลงนามหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่งเกิดขึ้น ช่วยให้โลกหายใจคล่องขึ้นชั่วคราวและฉุดให้ราคาน้ำมันดิบโลกย่อตัวลงทันที

                           นักวิเคราะห์ต่างประเทศต่างเตือนว่านี่เป็นเพียง “ภาพลวงตาทางการทูต” เพราะความจริงที่ซ่อนอยู่คือ โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของอิหร่านพังทลายเสียหายอย่างหนักจากสงครามร่วม 3 เดือน การฟื้นฟูระบบให้กลับมาผลิตได้เท่าเดิมต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี ซึ่งหมายความว่าราคาน้ำมันจะไม่มีวันลดลงไปอยู่ที่จุดเดิม แต่จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงถาวร 

                         สถานการณ์นี้จึงเป็นโจทย์หินข้อใหม่ที่บีบให้ประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก ต้องเลิกนั่งรอสถานการณ์ช่วย หันมาเร่งวางยุทธศาสตร์ตั้งรับเพื่อความอยู่รอดของปากท้องประชาชน

                        เกมการเมืองโลก ข้อตกลงนี้เป็นเพียงเกมการเมืองโลก”กดปุ่ม “หยุด” เพื่อรักษาแผลภายในของสองมหาอำนาจ สหรัฐฯ ต้องการคุมเงินเฟ้อก่อนเลือกตั้ง ส่วนอิหร่านต้องการปลดล็อกตัวเองเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่สัญญาบนกระดาษเสกให้กลับมาทันทีไม่ได้คือ “ท่อน้ำมัน”   ที่ตลอดเวลาของสงคราม แท่นขุดเจาะและท่าเรือส่งออกของอิหร่านถูกทำลายจนย่อยยับ การจะซ่อมแซมระบบอุตสาหกรรมหนักเช่นนี้มีกรอบเวลาทางเทคนิคยาวนานถึง 24-36 เดือน ดังนั้น อุปทานน้ำมันในตลาดโลกจะยังคงตึงตัวและถูกปั่นราคาได้ง่ายไปอีกหลายปี ข่าวดีเรื่องน้ำมันลดราคาในสัปดาห์นี้จึงเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น

                            ผลกระทบระยะสั้นของไทย อาจทำให้เราได้เห็นราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศลดลงมาบ้าง แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงจะเริ่มหลังจากนี้ เมื่อน้ำมันโลกไม่ยอมลงไปที่ฐานเดิม หนี้สินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไทยใช้ตรึงราคาจนติดลบอย่างมหาศาลในช่วงสงคราม จะไม่มีวันฟื้นตัวกลับมาได้เลย กลไกการแจกเงินอุ้มราคาน้ำมันแบบหว่านแหที่รัฐบาลเคยทำ จะกลายเป็นระเบิดเวลาทำลายระบบการคลังของประเทศ ซ้ำร้าย ต้นทุนปุ๋ยเคมีและสินค้าขนส่งที่จะยังคงแพงต่อเนื่อง จะกลายเป็นแรงกดดันให้ค่าครองชีพของคนไทยพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

                            ผู้เชี่ยวชาญพลังงานเสนอแนะว่า เพื่อรับมือกับยุคน้ำมันแพงถาวรในอีก 3 ปีข้างหน้า ไทยต้องก้าวตั้งรับด้วยการเปลี่ยนวิธีบริหารพลังงานทันที   เลิกนำเงินภาษีไปอุ้มราคาน้ำมันให้คนทุกคนอย่างไม่จำกัด แต่ต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนจริง ๆ เช่น ระบบขนส่งมวลชน รถบรรทุกสินค้า และเกษตรกร เพื่อคุมต้นทุนราคาสินค้าไม่ให้กระทบประชาชนเป็นวงกว้าง ควบคู่ไปกับการอาศัยจังหวะที่ราคาน้ำมันโลกย่อตัวลงในช่วงนี้ เร่งจัดซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ  เข้าคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของประเทศให้เต็มพิกัด เพื่อเป็นเบาะรองรับหากข้อตกลงหยุดยิงนี้ล่มสลายในอนาคต

                                กรอบเวลา 3 ปีที่ตะวันออกกลางใช้ซ่อมบ้าน ต้องกลายเป็น “เส้นตาย” ที่ไทยต้องใช้ก้าวเดินหน้าเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบอย่างจริงจัง รัฐบาลต้องเร่งผลักดันนโยบายรถยนต์ไฟฟ้า EV ในภาคขนส่งสาธารณะและรถบรรทุกสินค้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ในมิติความมั่นคงระดับภูมิภาค ไทยต้องมีความกล้าหาญที่จะเปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา เพื่อนำก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลขี้นมาใช้เอง ยุติการยืมจมูกคนอื่นหายใจด้วยการนำเข้าพลังงานราคาแพงจากแดนไกลในพื้นที่ทางเลือก

                                ขณะภาวะสงครามที่ผ่านมาทำให้ระบบขนส่งอัมพาตจนตะวันออกกลางกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ประเทศไทยในฐานะครัวของโลกต้องใช้ยุทธศาสตร์การทูตพาณิชย์เชิงรุก ภายใต้แนวคิด “อาหารแลกพลังงาน” เร่งเจรจาส่งออกข้าว สินค้าเกษตร และอาหารฮาลาล เข้าสู่ตลาดตะวันออกกลางที่กำลังหิวโหยเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ นำรายได้ตรงนี้มาคานดุลการค้าและชดเชยค่าน้ำมันดิบที่ยังสูงอยู่

                               ท่ามกลางความท้าทายในครั้งนี้ ถือเป็นทิศทางที่น่าชื่นชมยิ่งที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ร่วมกันแสดงวิสัยทัศน์ที่เท่าทันสถานการณ์ ด้วยการวางแนวปฏิบัติและยุทธศาสตร์เชิงรุกร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการเสนอแนวคิดปฏิรูปโครงสร้างภาษีและการปรับปรุงแผนกักเก็บพลังงานสำรองเพื่อปกป้องเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

                              อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญถัดจากนี้คือการแปรเปลี่ยนนโยบายอันเฉียบคมดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกลไกในระบบราชการตามปกติอาจต้องใช้เวลาในการตั้งคณะกรรมการและประสานงานร่วมกันหลายฝ่าย ซึ่งอาจดูนุ่มนวลอละเชื่องช้าเมื่อเทียบกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก การสนับสนุนและการผลักดันอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้แนวคิดอันยอดเยี่ยมของสองกระทรวงหลักประสบความสำเร็จ และนำพาประเทศไทยก้าวผ่านช่วงเวลาการฟื้นฟูระบบพลังงาน 2-3 ปีหลังจากนี้ได้อย่างมั่นคง

2569-06-20   “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

เรื่องสั้น  “บ้านชายป่า”

ศพแรกถูกพบในเช้าวันจันทร์ ชายวัยกลางคนหายออกจากบ้านไปตั้งแต่คืนก่อน และไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้าไปในป่าทำไม กระทั่งรุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่างของเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากถนนไม่ถึงสองกิโลเมตร หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มีศพที่สอง

ทุเรียนไทยขายมาก…แต่เงินได้น้อย  “ล้ง” จุดตัดสำคัญของราคา จากสวนถึงตลาดจีน  เงินอยู่ที่ใคร?

ทุเรียนไทยยังส่งออกเกือบล้านตัน แต่ปี 2568 มูลค่ากลับลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จีนยังเป็นตลาดหลักกว่า 97% ของมูลค่าทุเรียนสดไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ขายไม่ได้”

เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

เอลนีโญมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก

ข่าวอื่นๆ

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

ทุเรียนไทยขายมาก…แต่เงินได้น้อย  “ล้ง” จุดตัดสำคัญของราคา จากสวนถึงตลาดจีน  เงินอยู่ที่ใคร?

ทุเรียนไทยยังส่งออกเกือบล้านตัน แต่ปี 2568 มูลค่ากลับลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จีนยังเป็นตลาดหลักกว่า 97% ของมูลค่าทุเรียนสดไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ขายไม่ได้”

เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

เอลนีโญมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก