หน้าแรกINSIDE - INSIGHTอภินิหาร ? "พระเครื่อง" ในกำมือ "เซียน"  ปมพิพาทราคาบนศรัทธาประชาชน

อภินิหาร ? “พระเครื่อง” ในกำมือ “เซียน”  ปมพิพาทราคาบนศรัทธาประชาชน

เผยแพร่

spot_img

เมื่อพุทธศิลป์ถูกแปรสภาพเป็นเครื่องมือทางการเงิน

                        ปฐมเหตุแห่งความขัดแย้งในวงการพระเครื่องที่ปรากฏเป็นคดีความในขณะนี้   มิได้เป็นเพียงการผิดนัดชำระหนี้ในเชิงธุรกิจ แต่คือการปะทะกันระหว่าง “ค่านิยมทางศรัทธา” กับ “กลไกราคา” ที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยปราศจากหน่วยงานกำกับดูแล 

                        จากวัตถุที่ระลึกเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนมาแต่โบราณ  กลับถูกแปรสภาพเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลผ่านการสร้างความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จนกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการใช้พระเครื่องเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ตรวจสอบได้ยากยิ่ง    หากรัฐยังคงเพิกเฉยโดยมองว่าเป็นเพียงความพึงพอใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย วิกฤตการณ์นี้อาจลุกลามไปสู่การทำลายบรรทัดฐานความโปร่งใสในระบบการตรวจสอบทรัพย์สินของประเทศ

                          หากย้อนพิจารณาถึงวัตถุประสงค์หลักของการสร้างพระเครื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าเจตนารมณ์ดั้งเดิมคือการสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธคุณ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และเพื่อแจกจ่ายให้เป็นเครื่องเตือนสติในการทำความดีตามหลักพุทธศาสนา โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ใดรองรับว่าวัตถุเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้แสดงอภินิหารเกินขอบเขตธรรมชาติ

                          ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เจตนารมณ์ดังกล่าวกลับถูกเบี่ยงเบนด้วยการสร้างชุดความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ขึ้นมาห่อหุ้ม จนสังคมไม่กล้าที่จะทักท้วงหรือปฏิเสธ ความเชื่อที่ไร้การโต้แย้งนี้เองได้นำไปสู่การกำหนด “ราคา” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เปลี่ยนสถานะจากวัตถุมงคลที่ควรแจกฟรีหรือแลกเปลี่ยนด้วยศรัทธา ให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ

                        เมื่อวัตถุพุทธศิลป์ถูกแปรสภาพเป็นสินค้า จึงเกิดกลุ่มบุคคลที่เรียกตนเองว่า “เซียนพระ” เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผูกขาดอำนาจการตัดสินใจ โดยสถาปนาตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีอิทธิพลเหนือตลาด   บุคคลกลุ่มนี้ทำหน้าที่มากกว่าการชี้วัดความแท้ของเนื้อมวลสาร แต่มีฐานะเป็นผู้กำหนด “ตัวเงิน” และทิศทางราคาของวัตถุนั้นๆ ตามความพึงพอใจของกลุ่มก้อนอิทธิพลในวงการ    

                      การเปลี่ยนสถานะจากตัวกลางหรือผู้อนุรักษ์ศิลปะมาเป็น “ผู้คุมกลไกราคา” ทำให้พุทธศิลป์ที่ปั้นหรือถอดแบบออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน มีราคาสูงต่ำต่างกันอย่างมหาศาลเพียงเพราะคำรับรองของบุคคลเหล่านี้ โดยที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปขวางกั้น เนื่องจากมองว่าเป็นพื้นที่แห่งความพึงพอใจเฉพาะกลุ่ม ทั้งที่เป็นหัวใจสำคัญของมูลค่าหมุนเวียนจำนวนมหาศาล

                              สิ่งที่น่ากังวลในเชิงระบบคือ การใช้พระเครื่องเป็นฐานรองรับมูลค่าทรัพย์สินในการแจ้งบัญชีต่อหน่วยงานตรวจสอบ  เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีทะเบียนประวัติการถือครองชัดเจนและขาดราคากลางที่อ้างอิงจากหน่วยงานรัฐ เช่น กรมธนารักษ์ จึงอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการตัวเลขทรัพย์สินให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงิน  โดยอ้างอิงมูลค่าจากการประเมินของกลุ่มก้อนความเชี่ยวชาญส่วนบุคคล ซึ่งยากต่อการพิสูจน์ความถูกต้องตามหลักบัญชีสากล

                             ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจคือการปรากฏบทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงที่ยังเป็นคำถามว่าอยู่ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐผู้รับคำร้อบทุกข์ หรือผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งในมุมหนึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุบานปลาย แต่ในอีกมุมหนึ่งย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามถึงความเหมาะสมในเชิงระเบียบปฏิบัติและขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย 

                            การที่เรื่องราวลุกลามจนมีการยื่นเรื่องให้หน่วยงานตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่นั้น สะท้อนให้เห็นว่าในคดีที่มีความซับซ้อนและมีมูลค่าสูง การดำเนินงานที่โปร่งใสและเป็นไปตามขั้นตอนตามวิธีพิจารณาความอาญาอย่างเคร่งครัดคือหลักประกันสำคัญที่จะปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐจากการถูกครหา

                            หากปราศจากแนวทางการจัดการที่เป็นระบบ ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นคือการสูญเสียบรรทัดฐานทางจริยธรรมในวงการพาณิชย์ศรัทธา ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการอำพรางหรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่ตรวจสอบที่มาไม่ได้โดยอาศัยความคลุมเครือของตลาดพระเครื่อง กรณีนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาลเช่นนี้ จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อป้องกันมิให้กลไกทางความเชื่อถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์อันดีงาม

                             ทางออกของเรื่องนี้ รัฐอาจไม่สามารถเข้าไปกำหนดหรือประเมินราคา “ถูก-แพง” ได้โดยตรง เพราะมูลค่าของพุทธศิลป์เหล่านี้นั้นตั้งอยู่บนรากฐานของความเชื่อและความพอใจที่ฝังรากลึกยากจะหาจุดสมดุลเชิงวิชาการ ทว่ารัฐจำเป็นต้องสร้าง “กรอบกติกา” เพื่อกำกับดูแลไม่ให้ความเชื่อเหล่านั้นถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมทางการเงิน เช่น การวางมาตรการควบคุมธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงผิดปกติในตลาดพระเครื่อง หรือการสร้างกลไกรับผิดชอบต่อคำรับรองที่บุคคลผู้เรียกตนเองว่าเซียนมอบให้แก่ผู้บริโภค เพื่อให้การซื้อขายยังคงอยู่ในกรอบของการคุ้มครองสิทธิและความโปร่งใส ไม่ใช่เพียงการปล่อยให้เป็นไปตามกระแสความเชื่อจนนำไปสู่คดีความฉ้อโกงที่ซับซ้อนเช่นปัจจุบัน

                          ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องสะท้อนความจำเป็นที่หน่วยงานรัฐต้องหันมาพิจารณากำหนดขอบเขตทางกฎหมายให้ชัดเจน ระหว่าง “ความเชื่อส่วนบุคคล” กับ “ความโปร่งใสในทางนิติรัฐ”  แม้ศรัทธาจะไม่มีราคากลาง แต่ความเสียหายจากธุรกรรมที่ไม่เป็นธรรมย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกระบวนการยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                         การสร้างดุลยภาพที่เหมาะสมจะช่วยให้พุทธศิลป์ไทยยังคงคุณค่าในฐานะเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่งดงาม ขณะเดียวกันก็มีกลไกตรวจสอบที่รัดกุมพอจะป้องกันมิให้ถูกนำไปใช้เป็นช่องว่างในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อให้ทุกความเลื่อมใสตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและสามารถตรวจสอบได้อย่างสง่างามในทุกมิติ

2569-05-12    “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

เรื่องสั้น  “บ้านชายป่า”

ศพแรกถูกพบในเช้าวันจันทร์ ชายวัยกลางคนหายออกจากบ้านไปตั้งแต่คืนก่อน และไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้าไปในป่าทำไม กระทั่งรุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่างของเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากถนนไม่ถึงสองกิโลเมตร หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มีศพที่สอง

ทุเรียนไทยขายมาก…แต่เงินได้น้อย  “ล้ง” จุดตัดสำคัญของราคา จากสวนถึงตลาดจีน  เงินอยู่ที่ใคร?

ทุเรียนไทยยังส่งออกเกือบล้านตัน แต่ปี 2568 มูลค่ากลับลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จีนยังเป็นตลาดหลักกว่า 97% ของมูลค่าทุเรียนสดไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ขายไม่ได้”

เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

เอลนีโญมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก

ข่าวอื่นๆ

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

ทุเรียนไทยขายมาก…แต่เงินได้น้อย  “ล้ง” จุดตัดสำคัญของราคา จากสวนถึงตลาดจีน  เงินอยู่ที่ใคร?

ทุเรียนไทยยังส่งออกเกือบล้านตัน แต่ปี 2568 มูลค่ากลับลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จีนยังเป็นตลาดหลักกว่า 97% ของมูลค่าทุเรียนสดไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ขายไม่ได้”

เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

เอลนีโญมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก