เมื่อไฟสงคราม “สหรัฐฯ-อิหร่าน” เผาพลาญเศรษฐกิจโลก
ชำแหละกลไก “กองทุนน้ำมัน” ในม่านหมอก
ท่ามกลางวงล้อมของเปลวเพลิงในตะวันออกกลางที่ขยายวงจากอิสราเอลสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลึกเข้าสู่สภาวะ “ช็อก” ครั้งใหม่ ส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ล้มทับโครงสร้างค่าครองชีพทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่เคยเป็นฟูกรองรับแรงกระแทก บัดนี้กลับกลายเป็นกับดักหนี้มหาศาลภายใต้การบริหารของคณะกรรมการ (กบน.) ที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการโอบอุ้มผลประโยชน์สาธารณะ
ชนวนเหตุสำคัญเริ่มต้นจากความตึงเครียดที่พุ่งสู่อะดรีนาลีนสูงสุด เมื่อสหรัฐฯ ยกระดับการคว่ำบาตรทางพลังงานต่ออิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากตลาดโลกหลายล้านบาร์เรลต่อวัน ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้นในจุดยุทธศาสตร์ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ก็ดีดตัวทะลุเพดาน จนกลายเป็นปัจจัยลบที่ควบคุมไม่ได้สำหรับประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างประเทศไทย
แม้เราจะมีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศถึง 6 แห่ง แต่ “พันธนาการ” ทางโครงสร้างกลับผูกติดอยู่กับราคาตลาดกลางสิงคโปร์อย่างเหนียวแน่น เมื่อราคาที่เกาะสิงคโปร์พุ่งสูงตามภาวะสงคราม โรงกลั่นในไทยจึงปรับราคา “หน้าโรงกลั่น” ขึ้นทันทีโดยอ้างอิงหลักการ Replacement Cost หรือต้นทุนการทดแทนน้ำมันลอตใหม่ กลายเป็นคำถามคลาสสิกที่บาดใจคนไทยว่า ในวันที่น้ำมันสำรองในคลังยังเหลือเฟือ เหตุใดตัวเลขหน้าปั๊มถึงต้องขยับตามโลกภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ท่ามกลางวิกฤตนี้ บทบาทของ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กลายเป็นเป้าสายตาในฐานะผู้กุมกุญแจกระปุกเงินแสนล้าน หน้าที่ของพวกเขาคือการบริหาร “เงินล่องหน” ที่เก็บจากผู้ใช้เบนซินไปอุ้มผู้ใช้ดีเซลและก๊าซหุงต้ม แต่ในสภาวะที่หนี้สะสมทะลุเพดาน การตัดสินใจแต่ละครั้งของ กบน. กลับเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเข้าถึงยาก จนประชาชนเริ่มไม่แน่ใจว่า เงินที่เสียไปนั้นเพื่อพยุงค่าครองชีพจริงๆ หรือเพื่อประคองสถานะของกลุ่มทุนพลังงานกันแน่
สถานะกองทุนน้ำมันฯ ในปัจจุบันเปรียบเสมือนเรือที่กำลังรั่วพ้นน้ำ หนี้สินแสนล้านจากการกู้เงินมาตรึงราคาดีเซลในช่วงที่ผ่านมา กลายเป็นภาระที่รัฐบาลต้องนำงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยมหาศาล แทนที่จะถูกนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน การบริหารแบบ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” นี้ กำลังทำให้ความมั่นคงทางพลังงานของไทยตกอยู่ในภาวะหลังพิงฝาอย่างไร้ที่พึ่ง
ในขณะที่กองทุนน้ำมันฯ ติดลบและประชาชนแบกภาระหนัก ฝั่งโรงกลั่นกลับได้รับอานิสงส์จาก “กำไรสต็อก” (Stock Gain) และค่าการกลั่นที่พุ่งสูงตามราคาตลาดโลก กลายเป็น “ลาภลอย” ก้อนโตที่วางอยู่ตรงหน้า แต่ดูเหมือนว่ากฎหมายและอำนาจรัฐในปัจจุบันจะยังไม่แกร่งพอที่จะ “ดึง” กำไรส่วนเกินเหล่านี้กลับมาช่วยเหลือสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม ปล่อยให้ผลประโยชน์ไหลเข้าสู่กระเป๋าผู้ถือหุ้น ท่ามกลางเสียงครวญของประชาชนที่หน้าหัวจ่ายน้ำมัน
หากจะก้าวข้ามวิกฤตสงครามพลังงานครั้งนี้ไปให้ได้ ประเทศไทยต้องการมากกว่าแค่การ “อุดหนุนแบบชั่วคราว” แต่ต้องการการสังคายนาโครงสร้างอำนาจของ กบน. ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องกล้าหาญพอที่จะรื้อสูตรราคาสิงคโปร์ที่เป็นมรดกตกทอดมานานหลายสิบปี เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
“สุดท้าย… เป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่า กลไกการปรับราคาน้ำมันของไทยนั้นดูจะมีความรวดเร็วมาก เพราะทันทีที่ดัชนีราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับตัวสูงขึ้นกลางดึก ระบบราคาหน้าปั๊มในบ้านเรากลับสามารถตอบสนองต่อ “ความร้อนแรง”นั้นได้อย่างฉับไวในรุ่งเช้า ราวกับมีกระแสจิตเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างไร้รอยต่อ
ทว่าในทางกลับกัน เมื่อราคาน้ำมันโลกดิ่งตัวลงอย่างรุนแรง กลไกเดียวกันนี้กลับดูเหมือนจะเผชิญกับ “ภาวะสัญญาณขัดข้อง” ขึ้นมาเสียดื้อๆ ต้องรอขั้นตอนการพิสูจน์ทราบ ยืนยันพิกัดต้นทุน และรอการเคาะมติจากคณะกรรมการหลายชั้นขั้นตอนกว่าราคาจะขยับลงตามกลไกตลาด… หรือแท้จริงแล้ว สายเคเบิลพลังงานที่เชื่อมโยงจากสิงคโปร์มายังไทย จะถูกออกแบบมาให้ส่งสัญญาณ “ขาขึ้น” ได้รวดเร็วปานจรวด แต่กลับส่งสัญญาณ “ขาลง” ได้เชื่องช้าประหนึ่งการเดินทางผ่านม่านหมอกที่มองไม่เห็นทาง!”
2569-03-28 ผู้เขียน “ชัยทัศน์”



