หน้าแรกINSIDE - INSIGHT”ปลดล็อก“…ที่ดินเวนคืน รฟม.เปิดทางเอกชนใช้ทางเข้า-ออกได้ แต่ห้ามใช้ทรัพย์สินรัฐเอื้อประโยชน์เฉพาะราย

”ปลดล็อก“…ที่ดินเวนคืน รฟม.เปิดทางเอกชนใช้ทางเข้า-ออกได้ แต่ห้ามใช้ทรัพย์สินรัฐเอื้อประโยชน์เฉพาะราย

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2569

”ปลดล็อก“…ที่ดินเวนคืน รฟม.
เปิดทางเอกชนใช้ทางเข้า-ออกได้ แต่ห้ามใช้ทรัพย์สินรัฐเอื้อประโยชน์เฉพาะราย

กฤษฎีกาวางแนวทางอนุญาตภายใต้เงื่อนไขเดิม ต้องไม่กระทบวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืน 
บทเรียน “แอชตัน-อโศก” ย้ำว่า อำนาจรัฐต้องชอบด้วยกฎหมายและรับผิดชอบต่อสาธารณะ

ที่ดินที่รัฐเวนคืนมาเพื่อสร้างระบบรถไฟฟ้า สามารถอนุญาตให้เอกชนใช้เป็นทางผ่านหรือทางเข้า-ออกเพิ่มเติมได้หรือไม่ เป็นคำถามสำคัญที่กลับมาอยู่ในความสนใจ หลังคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) มีความเห็นตามเรื่องเสร็จที่ 1218/2569 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 วางแนวทางให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พิจารณาอนุญาตได้ภายใต้เงื่อนไขว่า หน่วยงานยังใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนได้ตามปกติ และการใช้ประโยชน์เพิ่มเติมต้องไม่ทำให้วัตถุประสงค์เดิมเสียไป แนวทางนี้จึงไม่ใช่การเปิดทางให้เอกชนใช้ที่ดินเวนคืนได้โดยไม่มีข้อจำกัด แต่เป็นการกำหนดกรอบให้พิจารณาการใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยต้องคำนึงถึงความชอบด้วยกฎหมาย ประโยชน์สาธารณะ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะเมื่อสังคมยังมีบทเรียนจาก“คดีแอชตัน อโศก” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการอนุญาตของหน่วยงานรัฐอาจกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายที่ส่งผลต่อผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากได้

ในทางเศรษฐกิจ การใช้ที่ดินร่วมกันอย่างเหมาะสมอาจช่วยแก้ปัญหาที่ดินซึ่งถูกตัดขาดจากเส้นทางสัญจร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพย์สินของรัฐ และสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน แต่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่อาจเป็นเหตุผลสำเร็จรูปเพื่ออนุญาตได้ทุกกรณี เพราะที่ดินเวนคืนมีที่มาจากการใช้อำนาจรัฐเหนือสิทธิในทรัพย์สินของประชาชน การพิจารณาจึงต้องตอบให้ได้ว่า เอกชนมีความจำเป็นต้องใช้ทางผ่านเพียงใด การใช้พื้นที่กระทบต่อกิจการและความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้าหรือไม่ รฟม. ยังคงใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์เดิมได้ครบถ้วนหรือไม่ และประโยชน์ที่เกิดขึ้นสมดุลกับผลกระทบต่อสาธารณะเพียงใด หากการอนุญาตช่วยให้ใช้ที่ดินได้มีประสิทธิภาพขึ้นโดยไม่กระทบกิจการของรัฐ ก็อาจเป็นประโยชน์ร่วมกัน แต่หากที่ดินเวนคืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการเชิงพาณิชย์ของเอกชนดำเนินการได้ โดยขัดต่อเงื่อนไขทางกฎหมาย หน่วยงานย่อมต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบว่าการอนุญาตนั้นยังอยู่ในขอบเขตอำนาจที่กฎหมายรับรองหรือไม่

บทเรียนสำคัญคือ คดีแอชตัน อโศก ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในปี 2566 ให้เพิกถอนใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโครงการ โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการที่ รฟม. อนุญาตให้ใช้ที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนเป็นทางเข้า-ออกเพื่อประโยชน์ของโครงการอาคารสูงของเอกชน 
ศาลวินิจฉัยว่าการอนุญาตตามข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของ รฟม. และไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืน จึงไม่อาจกระทำได้ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่กับผู้ประกอบการ แต่ยังสร้างความไม่แน่นอนแก่ผู้ซื้อห้องชุดและผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก 
กรณีนี้ย้ำว่าการอนุมัติจากหน่วยงานรัฐไม่ได้รับประกันว่าการดำเนินโครงการจะชอบด้วยกฎหมายในทุกประเด็น อย่างไรก็ตาม ต้องแยกข้อเท็จจริงของคดีเดิมออกจากแนววินิจฉัยใหม่ให้ชัด เพราะความเห็นของกฤษฎีกาไม่ได้ลบล้างคำพิพากษาเดิม และไม่ได้ทำให้โครงการแอชตัน อโศกกลับมาชอบด้วยกฎหมายโดยอัตโนมัติ หัวใจอยู่ที่ข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของการใช้ที่ดินแต่ละกรณี ไม่ใช่การนำคำวินิจฉัยหนึ่งไปใช้แทนอีกกรณีโดยไม่พิจารณาบริบท

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือมาตรฐานการใช้ดุลยพินิจของ รฟม. เพราะแม้มีแนวทางจากกฤษฎีกาแล้ว การอนุญาตแต่ละครั้งยังต้องอาศัยข้อเท็จจริงเฉพาะพื้นที่และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง หน่วยงานควรกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ตั้งแต่ความจำเป็นของผู้ขออนุญาต ผลกระทบต่อการดำเนินงานและความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้า วิธีประเมินค่าตอบแทน ตลอดจนเงื่อนไขการใช้พื้นที่และการเพิกถอนเมื่อมีเหตุจำเป็น การเปิดเผยเหตุผลในการอนุญาตและข้อมูลค่าตอบแทนเท่าที่กฎหมายอนุญาต จะช่วยให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่ามีการใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่ และรัฐได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสมเพียงใด ส่วนสิทธิของเจ้าของที่ดินเดิมที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืน ต้องพิจารณาตามสิทธิที่กฎหมายรับรอง ไม่ควรสร้างลำดับสิทธิหรือข้อยกเว้นขึ้นเองโดยปราศจากฐานกฎหมาย หัวใจสำคัญคือการพิสูจน์ว่าการอนุญาตแต่ละครั้งมีเหตุผลรองรับ เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และไม่ทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาจากการเวนคืนกลายเป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์เฉพาะรายโดยสาธารณะไม่ได้รับความคุ้มค่าอย่างเหมาะสม

ในเชิงนโยบาย รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลจึงควรติดตามการนำแนววินิจฉัยไปปฏิบัติ โดยเฉพาะความสม่ำเสมอของเกณฑ์การอนุญาตและความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลัง ความโปร่งใสต้องเริ่มตั้งแต่การกำหนดหลักเกณฑ์และการให้เหตุผลก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่รอเปิดเผยข้อมูลเมื่อเกิดข้อร้องเรียน หากมีข้อสงสัยว่าการอนุญาตรายใดเกินขอบเขตอำนาจหรือสร้างความเสียหายแก่รัฐ ต้องมีกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรใช้ความกังวลจากคดีในอดีตเป็นเหตุปิดกั้นการใช้ประโยชน์ร่วมกันทุกกรณี จนประชาชนหรือผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่อย่างชอบด้วยกฎหมายไม่สามารถหาทางออกได้ หลักนิติธรรมต้องทำหน้าที่ทั้งป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขตและเปิดทางให้ทรัพย์สินสาธารณะเกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กฎหมาย การปลดล็อกที่ดินเวนคืนจึงจะมีความหมาย เมื่อประชาชนมั่นใจได้ว่ากติกาเดียวกันใช้กับทุกฝ่าย และไม่มีใครได้รับอภิสิทธิ์เหนือหลักการที่รัฐประกาศไว้

การเปิดทางบนที่ดินรัฐไม่ใช่เรื่องผิด หากไม่กระทบประโยชน์สาธารณะ แต่ต้องไม่กลายเป็นทางลัดให้ทุนใหญ่ ขณะที่ประชาชนผู้เสียที่ดินให้รัฐได้แต่มองอยู่ข้างทาง รัฐจึงต้องตอบให้ชัดว่า ใครได้ประโยชน์ ใครรับผลกระทบ และสังคมคุ้มค่าเพียงใด เพราะที่ดินที่ได้มาด้วยการเวนคืน ต้องไม่ถูกใช้เพื่อประโยชน์ของเอกชนจนลืมเจ้าของประโยชน์ที่แท้จริงอย่าง…ประชาชน !

ข่าวล่าสุด

ย้อนรอยความฝันและตัวตนที่เคยหล่นหาย: สิทธิธรรม โรหิตะสุข กับนิทรรศการเฉพาะกิจ “ว่าด้วยนักศึกษาศิลปะคนหนึ่งซึ่งมีความฝันอยากเป็นศิลปินคอนเซปชวลแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ : กรณี สิทธิเดช โรหิตะสุข”

ในเส้นทางชีวิตของคนเรา มีสักกี่ครั้งที่เราจะได้หวนกลับไปพบกับ "ความฝันในวัยเยาว์" ที่เคยหล่นหายไประหว่างทาง นิทรรศการศิลปะล่าสุดจาก สิทธิธรรม โรหิตะสุข (หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อเดิม สิทธิเดช โรหิตะสุข) ณ VS Gallery

อุเทนถวาย-ปทุมวัน ปมขัดแย้ง…ครึ่งศตวรรษ !

งดเรียน 90 วันอาจหยุดเหตุเฉพาะหน้า แต่ไม่อาจหยุดวงจรความรุนแรง

23 ตุลาคม วันปิยมหาราช

วันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระปิยมหาราช”

ฝรั่งเศสเดือด! วิกฤตค่าครองชีพปะทุเป็นจลาจล สะเทือนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลก

วินัยการคลังชนความเดือดร้อนประชาชน บทเรียนที่รัฐบาลไทยต้องรอบคอบ ก่อนปัญหาเศรษฐกิจลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธาทางการเมือง

ข่าวอื่นๆ

อุเทนถวาย-ปทุมวัน ปมขัดแย้ง…ครึ่งศตวรรษ !

งดเรียน 90 วันอาจหยุดเหตุเฉพาะหน้า แต่ไม่อาจหยุดวงจรความรุนแรง

23 ตุลาคม วันปิยมหาราช

วันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระปิยมหาราช”

ฝรั่งเศสเดือด! วิกฤตค่าครองชีพปะทุเป็นจลาจล สะเทือนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลก

วินัยการคลังชนความเดือดร้อนประชาชน บทเรียนที่รัฐบาลไทยต้องรอบคอบ ก่อนปัญหาเศรษฐกิจลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธาทางการเมือง