INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 8 ตุลาคม 2569
ถอดรหัสคำสั่งช่วยราชการ “นายอำเภอบ้านสร้าง” เมื่อสายบังคับบัญชาต้องเผชิญกับพลังมวลชนออนไลน์ และบททดสอบใหม่ของระบบราชการยุคดิจิทัล
คำสั่งกรมการปกครองที่ให้นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทันที เมื่อเหตุผลจากฝ่ายบริหารกับภาพการทำงานที่ประชาชนรับรู้ผ่านโลกออนไลน์ดูเหมือนจะเดินไปคนละทิศทาง ฝ่ายจังหวัดและผู้บริหารกรมการปกครองให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อกังวลเรื่องการปฏิบัติงาน การประสานงาน และการช่วยเหลือประชาชน ขณะที่ในโลกโซเชียลมีการเผยแพร่ภาพการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง จนเกิดคำถามในสังคมว่า เหตุใด “ข้อมูลจากสายบังคับบัญชา” กับ “สิ่งที่ประชาชนเห็นผ่านหน้าจอ” จึงให้ภาพที่แตกต่างกัน กรณีนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของข้าราชการรายหนึ่ง แต่กำลังสะท้อนการปะทะกันระหว่าง วัฒนธรรมองค์กรแบบสายบังคับบัญชา กับโลกโซเชียลที่ประชาชนสามารถเห็นและตรวจสอบการทำงานได้แบบเรียลไทม์
สองข้อเท็จจริงที่เดินมาคนละเส้น
ในมุมของสายบังคับบัญชา มีการรายงานและตรวจสอบข้อกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของนายอำเภอ ทั้งเรื่องความกระตือรือร้น การประสานงาน และการช่วยเหลือประชาชน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีมีหนังสือขอให้พิจารณาโยกย้าย และกรมการปกครองมีคำสั่งให้ไปช่วยราชการ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ประชาชนจำนวนมากรับรู้การทำงานผ่านเฟซบุ๊กและการไลฟ์สด ซึ่งปรากฏภาพการลงพื้นที่ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการประสานงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายหนึ่งถูกและอีกฝ่ายหนึ่งผิดโดยอัตโนมัติ เพราะ “ภาพการลงพื้นที่” ไม่สามารถใช้ตัดสินทุกประเด็นด้านการบริหาร และ “ข้อร้องเรียนจากสายบังคับบัญชา” ก็ไม่ควรถูกถือเป็นข้อยุติก่อนกระบวนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น แต่สิ่งที่เห็นชัดคือ วันนี้ราชการกำลังมีข้อมูลจากสองระบบที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน
นายอำเภอยุคใหม่ไม่ได้บริหารแค่พื้นที่ แต่บริหาร “การรับรู้” ด้วย
การทำงานของนายอำเภอในยุคดิจิทัลกำลังเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่การสื่อสารส่วนใหญ่เดินผ่านหนังสือราชการ การประชุม และการรายงานตามลำดับชั้น วันนี้สมาร์ทโฟนสามารถทำให้ผู้บริหารพื้นที่สื่อสารสถานการณ์กับประชาชนได้โดยตรง แจ้งปัญหา รับข้อมูลความเดือดร้อน และถ่ายทอดการทำงานจากพื้นที่แบบทันที กรณีนายเสฏฐวุฒิมีรายงานว่าเฟซบุ๊กส่วนตัวมีผู้ติดตามมากกว่า 1.7 แสนคน และใช้ช่องทางดังกล่าวสื่อสารภารกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง นี่คือรูปแบบใหม่ของการบริหารที่ไม่ได้มีเพียง “การจัดการพื้นที่” แต่มี “การจัดการการรับรู้” ควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ติดตามไม่ใช่เครื่องชี้ว่าการปฏิบัติราชการถูกต้องหรือมีประสิทธิภาพ แต่สะท้อนเพียงว่า ช่องทางสื่อสารของข้าราชการรายหนึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนได้ในระดับสูง และนั่นคือความจริงใหม่ที่ระบบราชการไม่สามารถมองข้ามได้
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “โซเชียล” แต่อยู่ที่โซเชียลจะเชื่อมกับระบบอย่างไร
ตามหลักการบริหารราชการ สายบังคับบัญชา หรือ ลำดับชั้นการบังคับบัญชา ยังคงมีความจำเป็น โดยเฉพาะในสถานการณ์ภัยพิบัติที่ต้องมีผู้รับผิดชอบและผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาวะวิกฤตต้องการข้อมูลจากพื้นที่ที่รวดเร็วและตรงกับสถานการณ์จริง หากข้อมูลจากหน้างานเดินช้ากว่าความเดือดร้อนของประชาชน ย่อมเกิดช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่เกิดขึ้น” กับ “สิ่งที่ระบบรับรู้” ดังนั้นโจทย์ใหม่ของราชการไม่ควรเป็นการเลือกว่าจะเชื่อ “หนังสือราชการ” หรือ “ไลฟ์สด” แต่คือการออกแบบระบบที่ทำให้ข้อมูลจากโซเชียลสามารถเข้าสู่กระบวนการบริหารอย่างเป็นทางการได้ ขณะเดียวกันข้าราชการที่ใช้โซเชียลก็ต้องอยู่ภายใต้หลักความรับผิดชอบ ความถูกต้องของข้อมูล และอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกัน
สิงห์คลาสสิก“ไม่ได้ผิด” และสิงห์ดิจิทัลก็“ไม่ได้ถูก” โดยอัตโนมัติ
ลึกลงไปกว่าคำสั่งช่วยราชการ คือการปะทะกันของสองวัฒนธรรมองค์กร “สิงห์คลาสสิก” ให้ความสำคัญกับระเบียบ อำนาจหน้าที่ เอกภาพในการสั่งการ และการรายงานตามลำดับชั้น ขณะที่ “สิงห์ดิจิทัล” เติบโตมากับความเร็ว ความโปร่งใส การสื่อสารแบบเรียลไทม์ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งสองด้านมีจุดแข็งและจุดเสี่ยง หากระบบราชการยึดเฉพาะสายบังคับบัญชา อาจตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนเร็วไม่ทัน แต่หากข้าราชการยึดเฉพาะเสียงตอบรับจากโลกออนไลน์ ก็อาจเข้าใจผิดว่าความนิยมเท่ากับความถูกต้องตามระบบ กรณีบ้านสร้างจึงควรถูกใช้เป็นบทเรียนว่า ราชการยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “ระบบ” กับ “โซเชียล” แต่ต้องทำให้ทั้งสองระบบทำงานร่วมกันได้ โดยไม่ลดทอนความรับผิดชอบของใคร
เมื่อ “ไลฟ์สด” เดินเร็วกว่าหนังสือราชการ
เรื่องนี้จึงมีภาพประชดประชันของระบบราชการยุคเปลี่ยนผ่านอยู่ไม่น้อย เพราะในอดีต ข้าราชการลงพื้นที่แล้วกลับมารายงานว่า “ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว” ก่อนข้อมูลจะเดินขึ้นตามลำดับชั้น แต่วันนี้ประชาชนอาจเห็นการทำงานจากโทรศัพท์มือถือก่อนเอกสารจะเดินถึงโต๊ะผู้บังคัญบัญชาเสียอีก และเมื่อ “ภาพในมือถือ” กับ “ภาพในแฟ้ม” เดินสวนทางกัน คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่าใครทำงานจริง แต่อยู่ที่ว่า ระบบราชการมีวิธีตรวจสอบความจริงจากทั้งสองด้านอย่างไร เพราะในยุคที่ประชาชนถือกล้องอยู่ในมือทุกคน การควบคุม “ภาพ” ไม่สามารถแทนการบริหาร “ข้อเท็จจริง” ได้อีกต่อไป
เมื่อหนังสือราชการเดินตามขั้นตอน แต่ความเดือดร้อนประชาชนเดินแบบเรียลไทม์…“ระบบไหน”…จะต้องปรับ ?
เพราะวันนี้ โซเชียลอาจไม่ใช่คู่แข่งของระบบราชการ แต่กำลังเป็นกระจกที่บอกว่า…ระบบราชการเดินทันประชาชนหรือยัง !



