หน้าแรกINSIDE - INSIGHT2569 ไม่ใช่ 2554  “ท่วม-ไม่ท่วม ?“  กรุงเทพฯ อยู่ที่ “น้ำ”  ไม่ใช่แค่…ระบบ !

2569 ไม่ใช่ 2554  “ท่วม-ไม่ท่วม ?“  กรุงเทพฯ อยู่ที่ “น้ำ”  ไม่ใช่แค่…ระบบ !

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”

ประจำวันที่ 3 ตุลาคม  2569

วอร์รูมพร้อมกว่าเดิม แต่ถ้า “น้ำเหนือ + ฝน + น้ำทะเลหนุน” 

มาพร้อมกัน สมการก็เปลี่ยน !

                                 2569 กับ 2554  สิ่งที่ “เปลี่ยน” คือระบบบริหารจัดการ

                               คำถามใหญ่ของกรุงเทพมหานคร วันนี้จึงไม่ใช่เพียง “น้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม ?” แต่ต้องแยกออกเป็นสองสมการให้ชัดเจน  

                            ปี 2554 ไทยต้องเผชิญสถานการณ์ที่ทั้งปริมาณน้ำและระยะเวลาของน้ำอยู่ในระดับผิดปกติ โดยสถานี C.2 นครสวรรค์มีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดรายวันถึง 4,686 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2554  ขณะที่ปี 2569 ตัวเลขล่าสุดยังต่ำกว่าระดับดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ และระบบบริหารน้ำมีเครื่องมือมากขึ้น ทั้งการหน่วงน้ำ การรับน้ำเข้าระบบชลประทาน การบริหารเขื่อนและประตูระบายน้ำ ตลอดจนการติดตามข้อมูลแบบต่อเนื่อง กรมชลประทานระบุว่าระบบชลประทานสองฝั่งสามารถช่วยรับน้ำราว 550-580 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในสถานการณ์ปัจจุบัน  นี่คือความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่สำคัญระหว่าง “รอให้น้ำมาแล้วแก้” กับ “เห็นน้ำล่วงหน้าแล้วจัดเส้นทางน้ำ”

                             อีกความแตกต่างของปี 2569 คือเครื่องมือในการตัดสินใจและเตือนภัยมีหลายชั้นมากขึ้น ตั้งแต่ข้อมูลฝนและระดับน้ำ ระบบติดตามสถานการณ์น้ำแห่งชาติ ข้อมูลภูมิสารสนเทศและดาวเทียม ไปจนถึงระบบแจ้งเตือนประชาชนผ่าน ระบบส่งข้อความเตือนภัยตรงถึงโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีฐานข้อมูลการแจ้งเตือน Cell Broadcast อย่างเป็นทางการแล้ว  ขณะที่กรุงเทพมหานคร  มีแนวป้องกันริมเจ้าพระยาประมาณ 88 กิโลเมตร โดยระดับคันกั้นน้ำช่วงต่าง ๆ อยู่ราว +2.80 ถึง +3.50 เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.)และเตรียมเครื่องสูบน้ำ อุปกรณ์ และเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง  กล่าวง่าย ๆ คือ ปี 2554 มี “กำแพง” แต่ปี 2569 พยายามมีทั้งกำแพง ข้อมูล เครื่องมือ และเวลานำหน้าเหตุการณ์

                      นี่คือจุดที่ต้องแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะธรรมชาติไม่รับรู้คำสั่งของวอร์รูม วันที่ 1 ตุลาคม 2569 น้ำผ่าน C.2 เพิ่มเป็น 2,610 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จาก 2,326 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันก่อนหน้า ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และกรมชลประทานประเมินว่าปริมาณน้ำที่ C.2 อาจขึ้นไปถึงประมาณ 3,010 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงวันที่ 2 ตุลาคม ก่อนนำมารวมกับน้ำจากลำน้ำสาขา  ขณะที่ปี 2554 ตัวเลขสูงสุดที่ C.2 อยู่ที่ 4,686 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  ดังนั้น 2569 ยังไม่ใช่ภาพเดียวกับ 2554 ในเชิงปริมาณน้ำ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะประกาศว่า “กรุงเทพฯ ปลอดน้ำท่วม” เพราะน้ำที่มาถึงกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงน้ำเหนือเท่านั้น

ความเสี่ยงที่ต้องจับตาจึงอยู่ที่ น้ำเหนือ + น้ำฝนในพื้นที่ + น้ำทะเลหนุน หากน้ำเหนือกำลังถูกส่งลงมาต่อเนื่อง แล้วกรุงเทพฯ และปริมณฑลเกิดฝนตกหนักพร้อมกับช่วงน้ำทะเลหนุน การระบายน้ำฝนลงแม่น้ำเจ้าพระยาจะทำได้ยากขึ้น ระดับน้ำในแม่น้ำสูงขึ้น และพื้นที่ลุ่มต่ำหรือนอกแนวป้องกันอาจเกิดน้ำเอ่อล้นหรือน้ำรอการระบายได้ แม้แนวคันกั้นน้ำหลักจะยังไม่พัง กทม.เองกำลังเตือนพื้นที่ชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำและพื้นที่ริมแม่น้ำให้เฝ้าระวังจากน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุน  ดังนั้นคำว่า “ไม่ท่วม” หากหมายถึงกรุงเทพฯ ทั้งเมือง ยังเร็วเกินไป แต่หากหมายถึง ไม่เกิดมหาอุทกภัยแบบปี 2554 ข้อมูลน้ำในปัจจุบันยังแตกต่างจากปี 2554 อย่างชัดเจน

ภาพที่มีน้ำหนักมากกว่าในขณะนี้จึงไม่ใช่กรุงเทพมหานครทั้งเมืองจมน้ำ แต่เป็นความเสี่ยงแบบ อุทกภัยเฉพาะพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนริมน้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ และจุดที่มีแนวป้องกันหรือระบบระบายน้ำเป็นข้อจำกัด ขณะที่พื้นที่ป้องกันหลักของกรุงเทพฯ มีโครงสร้างสูงกว่าหลังปี 2554 และมีระบบสูบน้ำกับการเฝ้าระวังที่เป็นระบบมากขึ้น  ดังนั้นโจทย์ปี 2569 ไม่ใช่การถามเพียงว่า “กรุงเทพ ฯ จะท่วมหรือไม่ ?” แต่ต้องถามต่อว่า น้ำจะเข้าทางไหน ปริมาณเท่าไร อยู่ตรงไหน และระบบมีเวลารับมือกี่ชั่วโมง เพราะความเสียหายจากน้ำท่วมไม่ได้วัดกันเพียงน้ำข้ามคันหรือไม่ข้ามคัน

                           เมื่อวางสองสมการไว้ข้างกัน ภาพจึงชัดขึ้นว่า ด้านการบริหารจัดการ ปี 2569 มีเครื่องมือและความสามารถในการประเมินหน่วง/ผัน/ระบาย/ เตือนภัยมากกว่าปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ แต่ด้านธรรมชาติยังมีตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งมวลน้ำเหนือ ฝนที่จะตกเพิ่ม และน้ำทะเลหนุนสูง ดังนั้นคำตอบที่รับผิดชอบต่อประชาชนในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ไม่ควรเป็นทั้ง “กรุงเทพฯ ไม่ท่วมแน่นอน” หรือ “กรุงเทพฯ กำลังจะจมเหมือนปี 2554” แต่คือ “ขณะนี้ยังไม่ใช่สถานการณ์เดียวกับปี 2554 แต่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อสามปัจจัยมาชนกัน” เพราะสิ่งที่ปี 2554 สอนเอาไว้ชัดที่สุดคือ เมื่อธรรมชาติส่งน้ำเกินกว่าที่ระบบจะจัดการได้ ต่อให้มีเครื่องมือมากเพียงใด น้ำก็ยังเป็นผู้กำหนดกติกาอยู่ดี

ข่าวล่าสุด

“มืออาชีพ” บริหารวิกฤติ วัดกันที่ “ทางออก” ไม่ใช่ “ข้ออ้าง”    จาก Ford, Johnson & Johnson และ Delta สู่บทเรียนสากล

เมื่อ“วิกฤติ” เกิดขึ้น ! ความแตกต่างระหว่าง “ผู้ดำรงตำแหน่ง” กับ “ผู้บริหารมืออาชีพ” อาจไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหรือขนาดองค์กร แต่อยู่ที่วิธีรับมือกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

“5,600 กระเป๋า” ตกค้าง …สะเทือน HUB !

ปัญหา “กระเป๋าล่าช้า” เมื่อสัมภาระจาก 52 เที่ยวบินตกค้างราว 5,600 ใบ ขณะที่เที่ยวบินของการบินไทยที่ออกจากกรุงเทพฯ ในช่วง 2 วันได้รับผลกระทบเกือบทั้งหมด

กระเป๋าตังค์“แบนกว่า” ความรู้สึก !4 สัญญาณเศรษฐกิจฐานราก

จากรายงานระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index CCI) เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 53.2 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุดในรอบ 6 เดือน แต่ยังต่ำกว่าระดับ 100

แห่ตุนสินค้า เพราะเห็นแก่ตัว…หรือไม่เชื่อรัฐบาล..?  

ชั้นวางสินค้าทุกห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่ว่างลงในกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมวันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นภาพของ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะเบื้องหลังคือความกังวลของประชาชนต่อการเดินทางที่ติดขัด น้ำท่วมหลายพื้นที่

ข่าวอื่นๆ

“มืออาชีพ” บริหารวิกฤติ วัดกันที่ “ทางออก” ไม่ใช่ “ข้ออ้าง”    จาก Ford, Johnson & Johnson และ Delta สู่บทเรียนสากล

เมื่อ“วิกฤติ” เกิดขึ้น ! ความแตกต่างระหว่าง “ผู้ดำรงตำแหน่ง” กับ “ผู้บริหารมืออาชีพ” อาจไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหรือขนาดองค์กร แต่อยู่ที่วิธีรับมือกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

“5,600 กระเป๋า” ตกค้าง …สะเทือน HUB !

ปัญหา “กระเป๋าล่าช้า” เมื่อสัมภาระจาก 52 เที่ยวบินตกค้างราว 5,600 ใบ ขณะที่เที่ยวบินของการบินไทยที่ออกจากกรุงเทพฯ ในช่วง 2 วันได้รับผลกระทบเกือบทั้งหมด

กระเป๋าตังค์“แบนกว่า” ความรู้สึก !4 สัญญาณเศรษฐกิจฐานราก

จากรายงานระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index CCI) เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 53.2 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุดในรอบ 6 เดือน แต่ยังต่ำกว่าระดับ 100