วันพุธ, กุมภาพันธ์ 18, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกข่าวรอบโลกเปิด 7 แผนที่ยุทธศาสตร์กรีนแลนด์ ทำไมโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงต้องการเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นของสหรัฐฯ?

เปิด 7 แผนที่ยุทธศาสตร์กรีนแลนด์ ทำไมโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงต้องการเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นของสหรัฐฯ?

เผยแพร่

spot_img

 สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ  สร้างความสั่นสะเทือนในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum – WEF) ณ เมืองดาวอส โดยระบุว่าประเด็นเกาะกรีนแลนด์ (Greenland) คือวาระเร่งด่วนที่ต้องจัดการเพื่อความมั่นคงของโลก พร้อมประกาศกร้าวจะใช้มาตรการภาษีศุลกากรเป็นอาวุธบีบกลุ่มประเทศยุโรปให้ยอมรับแผนการควบรวมดินแดนนี้

ในการแถลงข่าวครบรอบหนึ่งปีการรับตำแหน่งวาระที่สอง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ส่งคำเตือนไปยัง สหราชอาณาจักร , เดนมาร์ก, นอร์เวย์ , สวีเดน , ฝรั่งเศส , เยอรมนี , เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ว่าจะต้องเผชิญภาษีนำเข้าร้อยละ 10 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และจะขยับขึ้นเป็นร้อยละ 25 ภายในเดือนมิถุนายน หากไม่สนับสนุนการที่สหรัฐฯ จะเข้าซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก ซึ่งเป็นพันธมิตรนาโต (NATO) โดยมีเหตุผลทางยุทธศาสตร์ 7 ประการดังนี้:

 1. จุดยุทธศาสตร์เหนือวงกลมขั้วโลก (The Arctic Gateway)

กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ใจกลางวงกลมขั้วโลกเหนือ ระหว่างมหาสมุทรอาร์กติกและแอตแลนติก แม้ในทางภูมิศาสตร์จะอยู่ในอเมริกาเหนือ แต่ในทางการเมืองเป็นดินแดนปกครองตนเองของราชอาณาจักรเดนมาร์ก พื้นที่กว่าร้อยละ 80 ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง และมีประชากรราว 56,000 คน กระจุกตัวอยู่ที่เมืองหลวงนุก (Nuuk)

  2. เพื่อนบ้านและความมั่นคงชายแดน (Proximity & Borders)

กรีนแลนด์มีพรมแดนใกล้กับแคนาดามากที่สุด โดยห่างกันเพียง 26 กิโลเมตร ณ ช่องแคบนาร์ส (Nares Strait) และยังมีการแบ่งเขตแดนบนเกาะฮันส์ (Hans Island) ร่วมกัน นอกจากนี้ ตำแหน่งของอลาสก้า และรัสเซียยังแยกกันด้วยช่องแคบบะริง (Bering Strait) เพียง 85 กิโลเมตร ซึ่งหากนับเกาะไดโอมีด (Diomede Islands) ระยะห่างระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียจะเหลือเพียงไม่ถึง 4 กิโลเมตรเท่านั้น

 3. ขนาดพื้นที่มหาศาล (Geographical Scale)

กรีนแลนด์มีพื้นที่ 2.17 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่ารัฐเท็กซัส (Texas) ถึง 3 เท่า และมีขนาดใหญ่พอๆ กับประเทศมหาอำนาจด้านทรัพยากรอย่าง ซาอุดีอาระเบีย , เม็กซิโกหรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC)

4. เส้นทางเดินเรือใหม่ของโลก (Arctic Shipping Routes)

การละลายของน้ำแข็งทำให้เรือปฏิบัติการในอาร์กติกเพิ่มขึ้นร้อยละ 37 ในรอบทศวรรษ โดยมี 3 เส้นทางสำคัญคือ:

Northern Sea Route (NSR): เลียบรัสเซีย ร่นเวลาเดินเรือเอเชีย-ยุโรป 10-15 วัน

Northwest Passage (NWP): ผ่านแคนาดา ร่นเวลาได้ 10 วันเทียบกับคลองปานามา

Transpolar Sea Route (TSR): เส้นทางตัดตรงผ่านขั้วโลกเหนือ ซึ่งคาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในปี 2050 ด้วยเรือตัดน้ำแข็งประสิทธิภาพสูง

5. ฐานกำลังทางทหาร (Military Presence)

ฐานทัพอวกาศปิตูฟฟิก (Pituffik Space Base) ของสหรัฐฯ เป็นหัวใจสำคัญในการแจ้งเตือนภัยขีปนาวุธและการเฝ้าระวังอวกาศเพื่อคานอำนาจรัสเซีย ขณะที่เดนมาร์กดูแลความมั่นคงผ่านกองบัญชาการร่วมอาร์กติก (Joint Arctic Command – JAC) ส่วนรัสเซียเองได้ฟื้นฟูฐานทัพยุคโซเวียตและติดตั้งระบบป้องกัน Bastion-P และ Pantsir-S1 ในพื้นที่เพื่อควบคุมน่านน้ำอาร์กติกอย่างเบ็ดเสร็จ

6. อิทธิพลและการลงทุนของจีน (Chinese Ambitions)

จีน พยายามสร้าง “เส้นทางสายไหมขั้วโลก” (Polar Silk Road) โดยเข้าไปลงทุนในโครงการเหมืองแร่เหล็ก, แร่หายาก และยูเรเนียมในกรีนแลนด์ รวมถึงการร่วมทุนก๊าซ LNG กับรัสเซีย เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในเส้นทางขนส่งและอุตสาหกรรมในอนาคต

7. ขุมทรัพย์ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources)

กรีนแลนด์คือแหล่งรวมแร่ธาตุที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งสังกะสี, ตะกั่ว, ทองคำ (ในพื้นที่ Nanortalik), เพชร (ใน Maniitsoq), ทองแดง, นิกเกิล และกราไฟต์ (ใน Amitsoq) รวมถึงแร่หายาก (Rare Earth Elements – REEs) ที่มีปริมาณมหาศาลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ประวัติศาสตร์ของกรีนแลนด์และสถานะปัจจุบัน

ชาวอินูอิต (Inuit) กลุ่มแรกตั้งถิ่นฐานในกรีนแลนด์ประมาณปี 2500 ก่อนคริสตกาล ในศตวรรษที่ 10 นักสำรวจชาวนอร์ส (Norse) มาถึงกรีนแลนด์และสร้างการตั้งถิ่นฐาน ภายในปี 1721 เดนมาร์กได้ทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นอาณานิคม

แม้จะเป็นดินแดนของเดนมาร์ก แต่กรีนแลนด์ได้กลายเป็นดินแดนปกครองตนเองในปี 1979 หลังจากอยู่ภายใต้การควบคุมของเดนมาร์กมานานกว่าสองศตวรรษ เป็นหนึ่งในสองดินแดนอิสระของเดนมาร์ก โดยอีกแห่งคือหมู่เกาะแฟโร

ในปี 1941 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ และเดนมาร์กตกลงอนุญาตให้กองกำลังอเมริกันปกป้องกรีนแลนด์ ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการต่อต้านเรือดำน้ำของเยอรมัน (Germany) และรักษาความปลอดภัยของเส้นทางการขนส่งทางเรือ สหรัฐฯ รักษาการแสดงตนทางทหารตลอดสงครามเย็น โดยใช้กรีนแลนด์สำหรับเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าและติดตามกิจกรรมของโซเวียต

ในปี 2009 กรีนแลนด์ได้รับการปกครองตนเองเหนือกิจการภายในส่วนใหญ่ รวมถึงการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติและการบริหาร อย่างไรก็ตาม เดนมาร์กยังคงจัดการนโยบายต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และการให้ทุน

—-

IMCT NEWS  22-01-2026

ที่มา https://aje.news/35g6mf

ข่าวล่าสุด

ผ่าตัดกองทุน 2.9 ล้านล้าน ปมตึก Skyy 9 เขย่าศรัทธาประกันสังคม

แรงกดดันรอบด้านถาโถมสำนักงานประกันสังคม หลังผู้ประกันตนตั้งคำถามต่อความโปร่งใสและธรรมาภิบาล โดยเฉพาะกรณีลงทุนอาคาร Skyy 9 มูลค่าหลายพันล้านบาท

รัสเซียเตรียม ‘ส่งน้ำมันช่วยคิวบา’ ฝ่าวิกฤตพลังงาน 

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงฮาวานาประกาศความพร้อมในการจัดส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไปยังคิวบา ท่ามกลางวิกฤตพลังงานครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

ทำไมสหรัฐฯ สยบอิหร่านด้วยกำลังไม่ได้? 

วิกฤตการณ์ครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านดำเนินมาถึงจุดที่คุ้นเคยอีกครั้ง ด้วยการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินและการยื่นคำขาด ท่ามกลางคำพยากรณ์ถึงสงครามที่จวนตัว ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง "นาฏกรรมแห่งการข่มขู่" (Brinkmanship)

คำทำนาย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

" ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม หลังฝนคร้ามลั่นครืน จะยืนได้ จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราช แห่งประชา คนชั่วจะถูกปราบ ราบคาบสิ้น แผ่นดินเดือดสูญหาย ไร้ปัญหา ประเทศชาติผ่านวิกฤติด้วยศรัทธา ยามเมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ "

ข่าวอื่นๆ

รัสเซียเตรียม ‘ส่งน้ำมันช่วยคิวบา’ ฝ่าวิกฤตพลังงาน 

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงฮาวานาประกาศความพร้อมในการจัดส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไปยังคิวบา ท่ามกลางวิกฤตพลังงานครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

ทำไมสหรัฐฯ สยบอิหร่านด้วยกำลังไม่ได้? 

วิกฤตการณ์ครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านดำเนินมาถึงจุดที่คุ้นเคยอีกครั้ง ด้วยการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินและการยื่นคำขาด ท่ามกลางคำพยากรณ์ถึงสงครามที่จวนตัว ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง "นาฏกรรมแห่งการข่มขู่" (Brinkmanship)

ชาติตะวันตกผวา “สงครามโลกครั้งที่ 3” จ่อปะทุ 

ประเทศในกลุ่มโลกตะวันตกมีความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้นว่า โลกกำลังมุ่งหน้าสู่สงครามระดับโลก ตามรายงานผลการสำรวจ The POLITICO Poll ที่ระบุถึงความตื่นตระหนกของสาธารณชนเกี่ยวกับความเสี่ยงและต้นทุนในยุคแห่งความขัดแย้งใหม่