หน้าแรกINSIDE - INSIGHTถึงเวลา “นายกรัฐมนตรี” สั่งปลด “รัฐมนตรีมหาดไทย”

ถึงเวลา “นายกรัฐมนตรี” สั่งปลด “รัฐมนตรีมหาดไทย”

เผยแพร่

spot_img

อนุทินปลด-อนุทิน !…แล้วตั้ง “นายกฯ อนุทิน” รักษาการ “รัฐมนตรี อนุทิน“

เกม “เขย่า” หรือ “ตอกยึด” เก้าอี้เบอร์หนึ่งคุมกลไกภูมิภาคกันแน่?

ถอดรหัสเครือข่ายศัลยกรรมกระดาษคำตอบท้องถิ่น ลามปามปมรอยร้าวสายปกครองอันดามัน

                                   มหากาพย์ข้อร้องเรียนทุจริตสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น (อปท.) ครั้งมโหฬาร ที่มีมูลค่าความเสียหายเชิงระบบสะพัดกว่า 4,500 ล้านบาท จากพฤติการณ์ตามที่ปรากฏในกระแสข่าวเรื่องการแก้ไขกระดาษคำตอบให้กลุ่มผู้ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินหัวละ 3 ถึง 8 แสนบาท กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่เขย่าเสถียรภาพของกระทรวงคลองหลอด ซ้ำเติมรอยร้าวเดิมในสายงานบังคับบัญชาพื้นที่ภูเก็ตที่ยังไม่ทันจางหาย ปรากฏการณ์คำสั่งย้ายด่วนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) บังคับชะลอการแต่งตั้ง และท่าทีกลับไปกลับมาของฝ่ายนโยบาย ได้กลายเป็นบทสะท้อนความล้มเหลวเชิงระบบที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน  จนนำไปสู่กระแสเรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมืองตามมาตรฐานสากล ซึ่งท้ายที่สุดอาจต้องใช้กลไกการบริหารแผ่นดิน เพื่อพิสูจน์ว่าวาทกรรม “มหาดไทย ใสสะอาด” จะเป็นความจริงเชิงประจักษ์หรือเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาทางการเมือง

                                 ปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวภายในกระทรวงมหาดไทยตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่สาธารณชนและแวดวงการเมืองจับตามองอย่างใกล้ชิด ไล่เรียงตั้งแต่กรณีคำสั่งย้ายข้าราชการระดับสูงในพื้นที่จังหวัดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวภาคใต้ สู่ประเด็นล่าสุดกับปฏิบัติการตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการจัดสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีการรายงานมูลค่าความเสียหายเชิงระบบรวมกว่า 4,500 ล้านบาท จนนำไปสู่คำสั่งย้ายด่วนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ให้มาช่วยราชการที่กระทรวงมหาดไทย ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าแคมเปญ   “มหาดไทย ใสสะอาด” ที่ฝ่ายนโยบายมุ่งมั่นผลักดัน กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญในทางปฏิบัติ

                           หากพิจารณาถึงพฤติการณ์ในกรณีดังกล่าวตามที่ปรากฏในข่าว จุดที่สร้างความกังวลใจให้แก่สังคมมากที่สุดคือข้อเท็จจริงที่ว่า มีการตรวจพบร่องรอยการดัดแปลงแก้ไขกระดาษคำตอบของผู้สมัครสอบจำนวนมากถึง 3,000 ราย ปฏิบัติการในสเกลที่ใหญ่ขนาดนี้ในทางปกครองย่อมชี้ให้เห็นถึง “ช่องโหว่” ขนาดมหึมาในระบบการควบคุมภายในของราชการส่วนท้องถิ่น ลำพังเพียงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการคงยากที่จะขับเคลื่อนกระบวนการที่ซับซ้อนเช่นนี้ได้โดยลำพัง ซึ่งความบกพร่องในระบบโลจิสติกส์การจัดสอบและการจัดเก็บพยานหลักฐานนี้เอง ที่กลายเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่สะท้อนว่า มาตรฐานความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐยังคงต้องการการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่องอัตราเรียกรับหัวละ 3 ถึง 8 แสนบาท ที่ตอกย้ำว่าระบบอุปถัมภ์และการซื้อขายตั๋วราชการยังคงฝังรากลึก

                            เมื่อเชื่อมโยงกลับไปดูเหตุการณ์ความขัดแย้งในสายงานบังคับบัญชาที่จังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้ ซึ่งชนวนเหตุสำคัญเริ่มขึ้นจากการที่อธิบดีกรมการปกครองมีคำสั่งย้ายปลัดจังหวัดภูเก็ต อันเนื่องมาจากกรณีปัญหาการตรวจสอบที่ดินชายหาด ทว่าในเวลาต่อมากลับเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อมีการเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ที่อ้างว่าเป็นบทสนทนาภายใน มีเนื้อหาทำนองขอให้ช่วยดูแลกลุ่มสีน้ำเงิน จนกลายเป็นปมร้อนที่สาธารณชนตั้งถามถึงดุลยพินิจและธรรมาภิบาล อีกทั้งความไม่ลงรอยกันระหว่างข้าราชการระดับบริหารในพื้นที่ จนปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องใช้อำนาจทางการปกครองย้ายสลับตำแหน่งเพื่อลดแรงกดดันทางสังคม ทั้งระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัด สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างเด็ดขาดว่า โครงสร้างการบริหารงานบุคคลในส่วนภูมิภาคกำลังเกิดภาวะ “สั่นคลอน” เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานรอบด้าน ทั้งจากกลุ่มทุน รูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป และกระแสการเมืองศิษย์คิดล้างครู จนส่งผลกระทบต่อเอกภาพในการบังคับใช้กฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                             ความวุ่นวายยังลามปามไปถึงระดับปฏิบัติเมื่อสัญญาณจากฝ่ายนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงท่าทีกลับไปกลับมาถึงสามตลบ จากตอนแรกที่ส่งสัญญาณสั่งยกเลิกการสอบทั้งหมด ก่อนจะปรับแนวทางมาเลือกลงดาบเฉพาะจุดที่มีการทุจริต และลงเอยด้วยการสั่งชะลอการแต่งตั้งบรรจุ ท่ามกลางกระแสข่าวลือหนาหูในโลกออนไลน์ที่พาดพิงว่ามีรัฐมนตรีช่วยบางคนรับรู้สถานการณ์ และระบบเส้นสายเครือญาติในบางจังหวัดที่นามสกุลเดียวกันสอบติดยกบ้าน   และบางจุดบางสถานที่เตรียมจัดงานฉลองใหญ่ ความพลิกผันในแนวนโยบายเช่นนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของกระทรวงมหาดไทย แต่ยังเป็นการเปิดแนวรบด้านกฎหมายครั้งใหม่ เมื่อกลุ่มผู้สอบผ่านโดยสุจริตเตรียมตบเท้าฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อปกป้องสิทธิ์ ยิ่งทำให้กลไกบริหารบุคคลในท้องถิ่นตกอยู่ในภาวะอัมพาตและไร้ทิศทาง

                          สถานการณ์เชิงซ้อนทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นคล้อยหลังเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำกลางที่ประชุมข้าราชการระดับสูงว่า “มหาดไทย ต้องใสสะอาด” ซึ่งคอลัมน์ INSIDE INSIGHT ได้นำเสนอแง่มุมวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การจะแปรเปลี่ยนสโลแกนสวยหรูให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการรื้อโครงสร้างระบบตรวจสอบภายในใหม่ทั้งหมด เพราะตราบใดที่มาตรการเชิงป้องกันยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำประกาศเรื่องความโปร่งใสก็อาจดำเนินไปได้เพียงในนามของนโยบาย แต่ในภาคปฏิบัติกลับยังคงมีช่องว่างให้เกิดความเสียหายระดับพันล้านเช่นนี้

                             ในอารยประเทศที่มีมาตรฐานทางธรรมาภิบาลสูง เช่น ประเทศญี่ปุ่นหรือกลุ่มสแกนดิเนเวีย เมื่อเกิดกรณีการทุจริตเชิงระบบที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง หลักการรับผิดชอบทางการเมือง (Political Accountability) มักจะถูกนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยผู้บังคับบัญชาสูงสุดที่มีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายมักจะแสดงสปิริตด้วยการทบทวนบทบาทของตนเองด้วยการลาออก หรือหากยังนิ่งเฉยผู้ควบคุมระดับสูงกว่าย่อมต้องใช้อำนาจปลดออก เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของระบบราชการและเปิดทางให้กลไกภายนอกเข้าตรวจสอบโดยปราศจากข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

                         สำหรับบริบทของการเมืองไทยในปัจจุบัน ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่เอื้อให้ผู้บริหารสูงสุดควบตำแหน่งทั้งหัวหน้ารัฐบาลและเจ้ากระทรวงมหาดไทย หากจะนำหลักธรรมาภิบาลสากลมาประยุกต์ใช้ เพื่อคลายเครียดและกอบกู้ศรัทธา มีนักวิเคราะห์การเมืองการปกครองเสนอว่า บางทีทางออกที่ละมุนละม่อมและสอดคล้องกับบริบทการเมืองไทยยามนี้ที่สุดว่าถึงเวลาที่ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ควบคุมระดับสูง ต้องใช้อำนาจเด็ดขาดเซ็นคำสั่งปลด รัฐมนตรีมหาดไทยทันที  โทษฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดกรณีอื้อฉาวเรื่องข้อสอบเสียหาย 4,500 ล้านบาท 

                      จากนั้นเพื่อไม่ให้งานราชการแผ่นดินสะดุด ก็ให้ นายกรัฐมนตรีอนุทินลงมารักษาการในตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยอนุทิน แทน ถือเป็นการให้ตัวเองลงทัณฑ์ตัวเอง   แล้วกลับมารับตำแหน่งใหม่ในร่างเดิม เป็นปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์ที่น่าจะตอบโจทย์แคมเปญ  “มหาดไทย ใสสะอาด” ได้อย่างเจ็บแสบและเป็นรูปธรรมที่สุด มากกว่าการไล่ย้ายข้าราชการรายวันซึ่งเป็นเพียงภาพลวงตาที่ปลายเหตุ 

                   เชื่อเสียทีเถอะ   ตราบใดที่ระบบอุปถัมภ์ยังไม่ถูกทลายอย่างแท้จริง วงจรเดิม ๆ ก็พร้อมจะกลับมาทำงานทันทีที่กระแสสังคมเลือนหายไป

2569-06-27      “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

เหตุแผ่นดินไหว เวเนฯ พบแล้ว 920 ศพ สูญหายอีกครึ่งแสน

อัปเดตข้อมูลล่าสุด (ณ วันที่ 26-27 มิถุนายน 2569) จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวแฝด (Doublet Earthquakes) ขนาด 7.2 และ 7.5 ที่พัดถล่มทางตอนเหนือของประเทศเวเนซุเอลาเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 มิ.ย. 2569)

“สองล้นเกล้าฯ เสด็จ ฯ เยือนฝรั่งเศส” พระราชไมตรีศตวรรษ จารึกพระเกียรติยศสูงสุดในสากลภูมิ

ภายใต้พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ

เตือน คน กทม. ระวัง ! ร้อน ขั้นวิกฤติ

สำนักสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเตือนภัย ดัชนีความร้อน (Heat Index) ในพื้นที่ กทม. พุ่งสูงแตะระดับ "อันตราย" (Danger) โดยมีค่าสูงสุดวัดได้ถึง 51.9 องศาเซลเซียส

โลกสะเทือน  แผ่นดินไหว 4 ประเทศ

ความคืบหน้าเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 ประเทศ ภายในเวลาไล่เลี่ยกันไม่เกิน 12 ชั่วโมง (ช่วงวันที่ 24–25 มิถุนายน พ.ศ. 2569)

ข่าวอื่นๆ

“สองล้นเกล้าฯ เสด็จ ฯ เยือนฝรั่งเศส” พระราชไมตรีศตวรรษ จารึกพระเกียรติยศสูงสุดในสากลภูมิ

ภายใต้พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ

ทิพยมงคลสมัย พระชนมายุ 99 ปี สกลมหาสังฆปริณายก

สัจจะแห่งร่มพุทธจักร มงคลสมัยพระชนมายุสมเด็จพระสังฆราชไทย สยบความหมุนคว้างโลกดิจิทัลด้วยวิปัสสนาธุระ เสริมส่งศรัทธาสากลยั่งยืน

LINE ถือธง..ซ้อมเตือนภัยวิกฤต !  บทเรียนสูญ 2 ล้านล้าน เมื่อ “ความเงียบ” บดบังทางรอดคนไทย

ถอดรหัส จับมือ 15 องค์กร ดีเดย์ 26 มิย.นี้ พลิกโฉมการสื่อสารชาติก้าวข้ามหลุมดำภัยพิบัติ                                  บทเรียนราคาแพงลิ่วตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา บ่งชี้ชัดเจนว่าประเทศไทยต้องกลืนเลือดจากมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่า 2 ล้านล้านบาท และกระทบต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชนกว่า 68 ล้านคน เพียงเพราะ...