อนุทินปลด-อนุทิน !…แล้วตั้ง “นายกฯ อนุทิน” รักษาการ “รัฐมนตรี อนุทิน“
เกม “เขย่า” หรือ “ตอกยึด” เก้าอี้เบอร์หนึ่งคุมกลไกภูมิภาคกันแน่?
ถอดรหัสเครือข่ายศัลยกรรมกระดาษคำตอบท้องถิ่น ลามปามปมรอยร้าวสายปกครองอันดามัน
มหากาพย์ข้อร้องเรียนทุจริตสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น (อปท.) ครั้งมโหฬาร ที่มีมูลค่าความเสียหายเชิงระบบสะพัดกว่า 4,500 ล้านบาท จากพฤติการณ์ตามที่ปรากฏในกระแสข่าวเรื่องการแก้ไขกระดาษคำตอบให้กลุ่มผู้ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินหัวละ 3 ถึง 8 แสนบาท กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่เขย่าเสถียรภาพของกระทรวงคลองหลอด ซ้ำเติมรอยร้าวเดิมในสายงานบังคับบัญชาพื้นที่ภูเก็ตที่ยังไม่ทันจางหาย ปรากฏการณ์คำสั่งย้ายด่วนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) บังคับชะลอการแต่งตั้ง และท่าทีกลับไปกลับมาของฝ่ายนโยบาย ได้กลายเป็นบทสะท้อนความล้มเหลวเชิงระบบที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน จนนำไปสู่กระแสเรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมืองตามมาตรฐานสากล ซึ่งท้ายที่สุดอาจต้องใช้กลไกการบริหารแผ่นดิน เพื่อพิสูจน์ว่าวาทกรรม “มหาดไทย ใสสะอาด” จะเป็นความจริงเชิงประจักษ์หรือเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาทางการเมือง
ปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวภายในกระทรวงมหาดไทยตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่สาธารณชนและแวดวงการเมืองจับตามองอย่างใกล้ชิด ไล่เรียงตั้งแต่กรณีคำสั่งย้ายข้าราชการระดับสูงในพื้นที่จังหวัดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวภาคใต้ สู่ประเด็นล่าสุดกับปฏิบัติการตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการจัดสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีการรายงานมูลค่าความเสียหายเชิงระบบรวมกว่า 4,500 ล้านบาท จนนำไปสู่คำสั่งย้ายด่วนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ให้มาช่วยราชการที่กระทรวงมหาดไทย ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าแคมเปญ “มหาดไทย ใสสะอาด” ที่ฝ่ายนโยบายมุ่งมั่นผลักดัน กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญในทางปฏิบัติ
หากพิจารณาถึงพฤติการณ์ในกรณีดังกล่าวตามที่ปรากฏในข่าว จุดที่สร้างความกังวลใจให้แก่สังคมมากที่สุดคือข้อเท็จจริงที่ว่า มีการตรวจพบร่องรอยการดัดแปลงแก้ไขกระดาษคำตอบของผู้สมัครสอบจำนวนมากถึง 3,000 ราย ปฏิบัติการในสเกลที่ใหญ่ขนาดนี้ในทางปกครองย่อมชี้ให้เห็นถึง “ช่องโหว่” ขนาดมหึมาในระบบการควบคุมภายในของราชการส่วนท้องถิ่น ลำพังเพียงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการคงยากที่จะขับเคลื่อนกระบวนการที่ซับซ้อนเช่นนี้ได้โดยลำพัง ซึ่งความบกพร่องในระบบโลจิสติกส์การจัดสอบและการจัดเก็บพยานหลักฐานนี้เอง ที่กลายเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่สะท้อนว่า มาตรฐานความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐยังคงต้องการการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่องอัตราเรียกรับหัวละ 3 ถึง 8 แสนบาท ที่ตอกย้ำว่าระบบอุปถัมภ์และการซื้อขายตั๋วราชการยังคงฝังรากลึก
เมื่อเชื่อมโยงกลับไปดูเหตุการณ์ความขัดแย้งในสายงานบังคับบัญชาที่จังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้ ซึ่งชนวนเหตุสำคัญเริ่มขึ้นจากการที่อธิบดีกรมการปกครองมีคำสั่งย้ายปลัดจังหวัดภูเก็ต อันเนื่องมาจากกรณีปัญหาการตรวจสอบที่ดินชายหาด ทว่าในเวลาต่อมากลับเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อมีการเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ที่อ้างว่าเป็นบทสนทนาภายใน มีเนื้อหาทำนองขอให้ช่วยดูแลกลุ่มสีน้ำเงิน จนกลายเป็นปมร้อนที่สาธารณชนตั้งถามถึงดุลยพินิจและธรรมาภิบาล อีกทั้งความไม่ลงรอยกันระหว่างข้าราชการระดับบริหารในพื้นที่ จนปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องใช้อำนาจทางการปกครองย้ายสลับตำแหน่งเพื่อลดแรงกดดันทางสังคม ทั้งระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัด สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างเด็ดขาดว่า โครงสร้างการบริหารงานบุคคลในส่วนภูมิภาคกำลังเกิดภาวะ “สั่นคลอน” เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานรอบด้าน ทั้งจากกลุ่มทุน รูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป และกระแสการเมืองศิษย์คิดล้างครู จนส่งผลกระทบต่อเอกภาพในการบังคับใช้กฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความวุ่นวายยังลามปามไปถึงระดับปฏิบัติเมื่อสัญญาณจากฝ่ายนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงท่าทีกลับไปกลับมาถึงสามตลบ จากตอนแรกที่ส่งสัญญาณสั่งยกเลิกการสอบทั้งหมด ก่อนจะปรับแนวทางมาเลือกลงดาบเฉพาะจุดที่มีการทุจริต และลงเอยด้วยการสั่งชะลอการแต่งตั้งบรรจุ ท่ามกลางกระแสข่าวลือหนาหูในโลกออนไลน์ที่พาดพิงว่ามีรัฐมนตรีช่วยบางคนรับรู้สถานการณ์ และระบบเส้นสายเครือญาติในบางจังหวัดที่นามสกุลเดียวกันสอบติดยกบ้าน และบางจุดบางสถานที่เตรียมจัดงานฉลองใหญ่ ความพลิกผันในแนวนโยบายเช่นนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของกระทรวงมหาดไทย แต่ยังเป็นการเปิดแนวรบด้านกฎหมายครั้งใหม่ เมื่อกลุ่มผู้สอบผ่านโดยสุจริตเตรียมตบเท้าฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อปกป้องสิทธิ์ ยิ่งทำให้กลไกบริหารบุคคลในท้องถิ่นตกอยู่ในภาวะอัมพาตและไร้ทิศทาง
สถานการณ์เชิงซ้อนทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นคล้อยหลังเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำกลางที่ประชุมข้าราชการระดับสูงว่า “มหาดไทย ต้องใสสะอาด” ซึ่งคอลัมน์ INSIDE INSIGHT ได้นำเสนอแง่มุมวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การจะแปรเปลี่ยนสโลแกนสวยหรูให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการรื้อโครงสร้างระบบตรวจสอบภายในใหม่ทั้งหมด เพราะตราบใดที่มาตรการเชิงป้องกันยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำประกาศเรื่องความโปร่งใสก็อาจดำเนินไปได้เพียงในนามของนโยบาย แต่ในภาคปฏิบัติกลับยังคงมีช่องว่างให้เกิดความเสียหายระดับพันล้านเช่นนี้
ในอารยประเทศที่มีมาตรฐานทางธรรมาภิบาลสูง เช่น ประเทศญี่ปุ่นหรือกลุ่มสแกนดิเนเวีย เมื่อเกิดกรณีการทุจริตเชิงระบบที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง หลักการรับผิดชอบทางการเมือง (Political Accountability) มักจะถูกนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยผู้บังคับบัญชาสูงสุดที่มีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายมักจะแสดงสปิริตด้วยการทบทวนบทบาทของตนเองด้วยการลาออก หรือหากยังนิ่งเฉยผู้ควบคุมระดับสูงกว่าย่อมต้องใช้อำนาจปลดออก เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของระบบราชการและเปิดทางให้กลไกภายนอกเข้าตรวจสอบโดยปราศจากข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
สำหรับบริบทของการเมืองไทยในปัจจุบัน ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่เอื้อให้ผู้บริหารสูงสุดควบตำแหน่งทั้งหัวหน้ารัฐบาลและเจ้ากระทรวงมหาดไทย หากจะนำหลักธรรมาภิบาลสากลมาประยุกต์ใช้ เพื่อคลายเครียดและกอบกู้ศรัทธา มีนักวิเคราะห์การเมืองการปกครองเสนอว่า บางทีทางออกที่ละมุนละม่อมและสอดคล้องกับบริบทการเมืองไทยยามนี้ที่สุดว่าถึงเวลาที่ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ควบคุมระดับสูง ต้องใช้อำนาจเด็ดขาดเซ็นคำสั่งปลด รัฐมนตรีมหาดไทยทันที โทษฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดกรณีอื้อฉาวเรื่องข้อสอบเสียหาย 4,500 ล้านบาท
จากนั้นเพื่อไม่ให้งานราชการแผ่นดินสะดุด ก็ให้ นายกรัฐมนตรีอนุทินลงมารักษาการในตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยอนุทิน แทน ถือเป็นการให้ตัวเองลงทัณฑ์ตัวเอง แล้วกลับมารับตำแหน่งใหม่ในร่างเดิม เป็นปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์ที่น่าจะตอบโจทย์แคมเปญ “มหาดไทย ใสสะอาด” ได้อย่างเจ็บแสบและเป็นรูปธรรมที่สุด มากกว่าการไล่ย้ายข้าราชการรายวันซึ่งเป็นเพียงภาพลวงตาที่ปลายเหตุ
เชื่อเสียทีเถอะ ตราบใดที่ระบบอุปถัมภ์ยังไม่ถูกทลายอย่างแท้จริง วงจรเดิม ๆ ก็พร้อมจะกลับมาทำงานทันทีที่กระแสสังคมเลือนหายไป
2569-06-27 “ชัยทัศน์”



