วันพุธ, มีนาคม 11, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกปกิณกะแถลงการณ์กลุ่ม “คนรักหลักประกันสุขภาพ”

แถลงการณ์กลุ่ม “คนรักหลักประกันสุขภาพ”

เผยแพร่

spot_img

เรื่อง ปกป้องหลักประกันสุขภาพของคนไทยจากการบิดเบือนข้อเท็จจริง และการทำลายความเชื่อมั่นของสังคม

หลักประกันสุขภาพ ไม่มีทางล้ม เพราะเป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เป็นหลักประกันด้านสุขภาพของประชาชนทุกคน

ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง” คือการประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยทุกคน ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาระบบนี้ทำให้ประชาชนไม่ว่าจะยากดีมีจนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องล้มละลาย นี่คือหนึ่งในนโยบายสาธารณะที่ลดความเหลื่อมล้ำได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย 

แต่ในช่วงที่ผ่านมาได้มีบุคคลบางกลุ่ม โดยเฉพาะนักการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาบางรายออกมาให้ข้อมูลและวิพากษ์ระบบบัตรทองอย่างบิดเบือน กล่าวหาว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จ่ายเงินล่าช้า บีบงบประมาณของโรงพยาบาล และเรียกเงินคืนจากโรงพยาบาล “มากถึง 33 เท่า” ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง

 ระบบหลักประกันสุขภาพคือสิทธิของประชาชน ไม่ใช่ภาระของรัฐ

ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ใช่โครงการสงเคราะห์ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐมีหน้าที่จัดให้ประชาชนได้รับการรักษาที่จำเป็นอย่างเท่าเทียม การดูแลคนป่วย คนพิการ คนชรา และผู้ยากไร้ คือการลงทุนในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ภาระทางการคลังตามที่บางฝ่ายพยายามสร้างวาทกรรมบิดเบือน

อย่าบิดเบือนด้วยวาทกรรม “กำไร ขาดทุน” 

เพราะโรงพยาบาลคือหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้ประชาชน ใช้กระเป๋าเงินใบเดียวกันคือภาษีจากประชาชนทุกคน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั้ง 902 แห่งปัจจุบันมีทุนสำรองสุทธิกว่า 102,199 ล้านบาท และมีเพียง 58 แห่งที่มีทุนติดลบประมาณ 575.7 ล้านบาท การติดลบของโรงพยาบาลมีเหตุปัจจัยแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน บางแห่งเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก ประชากรน้อยเงินจัดสรรก็น้อยตาม บางแห่งก็อยู่ที่ระบบบริหารจัดการ และที่สำคัญบุคคลากรของโรงพยาบาลต่างก็ได้รับเงินเดือนที่แยกต่างหากจากเงินเหมาจ่ายค่ารักษาอยู่แล้ว เพื่อการันตีว่าทุกคนจะได้เงินเดือน

ในขณะที่สปสช.เป็นเพียงหน่วยงานที่ต้องนำงบประมาณที่ได้รับจากรัฐต่อปีมาบริหารจัดการตามวงเงินจำกัดที่ได้รับ โดยมีคณะกรรมการที่มาจากทุกส่วน ตัวแทนโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ฝ่ายกระทรวงสาธารณสุข นักวิชาการ นักการเมือง และภาคประชาชน จะเป็นผู้ตัดสินใจร่วมกันว่าจะใช้จ่ายเงินแต่ละปีแบบไหน และใช้ในสิทธิประโยชน์ใดบ้าง หากเงินไม่พอคือหน้ารัฐบาลที่ต้องจัดสรรเงินเพิ่ม 

 ว่าด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงเรื่อง “การตรวจสอบเวชระเบียน” (Audit)

การตรวจสอบเวชระเบียน หรือ Audit ของสปสช. เป็นกระบวนการตรวจสอบว่า ข้อมูลการเบิกจ่าย ตรงกับบริการที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ มิใช่การ “ลงโทษ” หรือ “เรียกคืนเงิน” อย่างที่บางฝ่ายกล่าวอ้าง โดยสปสช.จะดำเนินการ สุ่มตรวจ 3% หรือไม่น้อยกว่า 300 เวชระเบียน เพื่อเปรียบเทียบกับบริการจริง หากพบว่าการบันทึกข้อมูลมีความคลาดเคลื่อน เช่น บันทึกมากกว่าที่ให้บริการจริง → จะให้ตัดส่วนเกินออก และคำนวณน้ำหนักสัมพัทธ์ (AdjRW) ใหม่ ทำให้ค่าชดเชยลดลง หรือบันทึกน้อยกว่าที่ให้บริการจริง → จะให้เพิ่มเติมข้อมูล และคำนวณน้ำหนักสัมพัทธ์ใหม่ ทำให้ได้รับค่าชดเชยเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น ผลของการตรวจสอบจะมีทั้งการปรับเพิ่มและปรับลด เพื่อให้การจ่ายเงินสะท้อนบริการจริง ไม่ใช่การ “เรียกเงินคืนเข้ากองทุน” แต่อย่างใด การตรวจสอบความถูกต้องในการเบิกจ่ายในลักษณะนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมของการเบิกจ่าย ซึ่งมีการดำเนินการเช่นเดียวกันในระดับสากล 

เงินที่ได้จากการตรวจสอบ สปสช.จะไม่หักเงินกลับเข้ากองทุนกลาง แต่จะปรับการจ่ายภายในแต่ละเขตสุขภาพ

ให้โรงพยาบาลที่ทำได้อย่างมีคุณภาพและบันทึกข้อมูลถูกต้องได้รับเงินเพิ่ม ส่วนโรงพยาบาลที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนจะถูกปรับลดตามสัดส่วนจริง นี่คือกลไกเพื่อให้ “การจ่ายเงินเป็นธรรม และสะท้อนผลงานบริการที่แท้จริง” ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรรายปี

 การขยายผล 3% ไม่ใช่การ “เรียกคืน 33 เท่า”

การสุ่มตรวจ 3% เป็นเพียง “ตัวอย่าง” เพื่อหาความคลาดเคลื่อนของข้อมูล หากพบว่าความคลาดเคลื่อนเกิน 3% สปสช.จะนำ “อัตราความคลาดเคลื่อน” นั้น ไปปรับในเวชระเบียนส่วนที่เหลือ 97% เพื่อสะท้อนความถูกต้องในภาพรวม เช่น หากพบว่า AdjRW สูงเกินจริงเฉลี่ย 5% สปสช.จะปรับลดน้ำหนักในส่วนที่เหลือลง 5% เท่านั้น ไม่ใช่การคูณ “33 เท่า” หรือเรียกคืนเงินทั้งหมดอย่างที่มีการกล่าวอ้าง การพูดว่า “เรียกคืน 33 เท่า” จึงผิดทั้งทางคณิตศาสตร์และหลักการตรวจสอบเพราะสปสช.ไม่ได้หักเงินคืนเข้ากองทุน แต่ปรับ “ให้ตรงกับบริการจริง”เพื่อความเป็นธรรมระหว่างโรงพยาบาลในแต่ละเขต และเพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพบริการต่อประชาชน

เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อมีการตรวจพบความคลาดเคลื่อนในการเบิกจ่าย ซึ่งมีความเสียหายต่องบประมาณของระบบ และมีการเสนอให้ตรวจส่วนที่เหลือ 97% กลับได้รับการต่อต้านจากคนบางกลุ่ม บางหน่วยบริการ ที่ไม่ต้องการให้มีการตรวจสอบ ทั้งๆที่สิ่งนี้เป็นการพิสูจน์ความโปร่งใสขององค์กรภาครัฐที่ต้องพึงกระทำ

การให้ข้อมูลบิดเบือนทำร้ายประชาชนโดยตรง

เมื่อผู้มีอำนาจทางการเมืองออกมาให้ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความเข้าใจผิดในสังคมแต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบที่ปกป้องชีวิตคนไทยมานับสิบปี เป็นความพยายามสาดสีให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกลายเป็นจำเลยของสังคม ทั้งยังส่งผลให้คนไข้บางรายอาจลังเลที่จะเข้ารับการรักษาเพราะกลัวว่าสิทธิ์จะถูกลด หรือต้องจ่ายเงินเพิ่ม ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญความไม่ไว้วางใจ ทั้งที่พวกเขาทำงานเพื่อประชาชนทุกวัน

 ขอให้ผู้มีอำนาจและสื่อมวลชนมีความรับผิดชอบต่อคำพูด

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักการเมือง สมาชิกวุฒิสภา และสื่อมวลชน

ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านก่อนแถลงหรือให้ข่าว การพูดโดยปราศจากข้อเท็จจริง คือการบั่นทอนศรัทธาของประชาชนต่อระบบที่ช่วยชีวิตคนไทยกว่า 48 ล้านคน เรายินดีเปิดเผยข้อมูลทุกประการเพื่อให้สังคมเข้าใจความจริง

แต่จะไม่ยอมให้การบิดเบือนหรือผลประโยชน์ทางการเมืองมาทำลายสิทธิการรักษาของประชาชน

“ระบบหลักประกันสุขภาพ คือสิทธิของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง”

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ

วันที่ 22 ตุลาคม 2568

ข่าวล่าสุด

”ทองคำ“ เหนือจรวด… พุ่งไม่หยุด

ราคาทะยานขึ้น-สะท้อนความกังวลเศรษฐกิจโลก ! ท่ามกลางความเสี่ยงสงคราม เงินเฟ้อ และความผันผวนของตลาดการเงิน                             การปรับขึ้นของทองคำกลายเป็นสัญญาณเตือนใหม่ของระบบเศรษฐกิจโลก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าราคาที่เพิ่มขึ้นอาจสะท้อนความไม่แน่นอนมากกว่าความมั่งคั่ง                            ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวขึ้นแตะระดับใกล้ 80,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนจะย่อลงเล็กน้อยจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์                            นักวิเคราะห์มองว่าการพุ่งขึ้นของทองคำในช่วงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นสัญญาณสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป                           ในตลาดการเงินระหว่างประเทศ   “ทองคำ” ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์“ปลอดภัย” หรือหลบภัยในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยง...

ปอศ.ลุยจับ 8 ล้งนอมินีนายทุนจีน

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า พฤติการณ์กลุ่มทุนต่างชาติสวมสิทธิ์คนไทยเข้าครอบงำธุรกิจเกษตรสงวนบิดเบือนราคารับซื้อจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคามะพร้าวน้ำหอมทั่วประเทศ

สวีเดนยกระดับเตรียมพร้อมรับมือสงคราม

รัฐบาลสวีเดนประกาศมาตรการเร่งด่วนในการสร้างคลังสำรองทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิง อาหาร และเครื่องปั่นไฟ

ดูไบนับถอยหลัง 10 วัน อาหารสดจ่อเกลี้ยงชั้นวาง

อสังหาฯ หรู อาบูดาบีราคาดิ่งเหว คนแห่อพยพหนีสงคราม เซ่นพิษปิดช่องแคบฮอร์มุซ 9 มีนาคม 2569 สงครามในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของพลเรือน เมื่อรายงานจากสำนักข่าว bne IntelliNews ระบุว่า "ดูไบ" ศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค...

ข่าวอื่นๆ

สีฟ้าๆ คือประเทศที่ปลอดภัยสุดเมื่อเกิดสงครามโลก

สีฟ้าๆ คือประเทศที่ปลอดภัยสุดเมื่อเกิดสงครามโลก...ไทยแลนด์คือ 1 ในนั้น โชคดีแล้วที่เกิดมาที่เมืองไทย

ทุกเช้าวันจันทร์ ภาพที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยได้เห็นจะเกิดขึ้นที่น้ำพุเทรวี ใจกลางกรุงโรม

ทุกเช้าวันจันทร์ ภาพที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยได้เห็นจะเกิดขึ้นที่น้ำพุเทรวี ใจกลางกรุงโรม ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายน้ำใสจะถูกปิดชั่วคราว

คืนนี้ฟ้าเปลี่ยนสี! ส่อง 7 ตำนาน “พระจันทร์สีเลือด” ลางร้าย หรือ สัญญาณจักรวาล

ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “พระจันทร์สีเลือด (Blood Moon)” ไม่ได้เป็นเพียงความงดงามทางดาราศาสตร์ หากแต่ยังสะท้อนความเชื่อ ความกลัว และจินตนาการ