การสูญเสีย อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ไม่ใช่แค่การสูญเสียผู้นำประเทศ แต่เป็นการพังทลายของ “เสาหลักอำนาจ” ของระบอบการปกครองอิสลามที่มีมาตั้งแต่ปี 1979 ครับ
ในภาวะที่เกิดสุญญากาศทางอำนาจ อย่างกะทันหัน อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดจะตกไปอยู่ในมือของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งมีแนวทางแข็งกร้าวที่สุด ดูได้จาก การปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงในอิหร่านเมื่อต้นเดือนมกราคมได้ครับ
คราวนี้ เมื่อรัฐบาลอิหร่านถูกต้อนให้จนตรอกและต้องสู้เพื่อความอยู่รอดของระบอบ ความเป็นไปได้ในการตอบโต้ นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ บอกว่า เป็นไปได้สูงมาก ที่จะอยู่ในระดับ “รุนแรงสูงสุดและไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป” และนี่คือ 4 ทางเลือกหลักที่อิหร่านอาจงัดมาใช้ครับ
ทางเลือกที่ 1: ปิดตายช่องแคบฮอร์มุซแบบเบ็ดเสร็จ
ตอนแรก อาจจะแค่ขู่เตือน แต่เป็นไปได้ว่า IRGC อาจพิจารณาลงมือจริง โดยใช้ทุ่นระเบิดน้ำลึก (Naval mines), เรือเร็วพลีชีพ, และขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ ยิงถล่มเรือบรรทุกน้ำมันทุกสัญชาติที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ต้องบอกว่า นี่คืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุดของอิหร่านที่มีอยู่ในมือตอนนี้ เพราะการปิดช่องแคบนี้ จะตัดขาดน้ำมัน 20% ของโลกทันที เป็นไปได้ว่า จะดันราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $100+/บาร์เรล สร้างภาวะเงินเฟ้อรุนแรง และลากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างฉับพลัน
ทางเลือกที่ 2: ปลดปล่อยเครือข่าย “Ring of Fire” เต็มรูปแบบ
อย่างที่ทราบกันครับว่า อิหร่านใช้เวลาหลาย 10 ปีในการสร้างเครือข่ายตัวแทน (Proxies) ล้อมรอบอิสราเอลและพันธมิตรตะวันตก
เป็นไปได้ว่า IRGC จะสั่งการให้ ฮิซบอลเลาะห์ (ในเลบานอน), ฮูตี (ในเยเมน), และกองกำลังติดอาวุธในอิรัก/ซีเรีย ระดมยิงขีปนาวุธและโดรนนับหมื่นลูกแบบปูพรม (Swarm attacks) ใส่เมืองสำคัญของอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคพร้อมกัน แบบที่เพิ่งตอบโต้ไปในหลายเมือง และระดับการปูพรม สามารถทำได้รุนแรงกว่ามาก จากศักยภาพทางการทหารที่มี
ผลคือ จะทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล (Iron Dome) และสหรัฐฯ (Patriot) ทำงานเกินขีดจำกัด (Overwhelmed) นำไปสู่ความสูญเสียของพลเรือนและทหารอเมริกันจำนวนมหาศาล
ทางเลือกที่ 3: สงครามไซเบอร์และการก่อการร้ายข้ามชาติ
กองทัพไซเบอร์ของอิหร่านถือว่ามีศักยภาพสูงมาก พวกเขาอาจพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (Critical Infrastructure) ของสหรัฐฯ อิสราเอล และชาติอาหรับ เช่น ระบบจ่ายไฟฟ้า, ระบบประปา, โรงพยาบาล หรือตลาดหลักทรัพย์ ควบคู่ไปกับการส่งสายลับลอบสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูง หรือโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลก
วิธีการนี้ จะสร้างความหวาดผวาและความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลโดยไม่ต้องใช้กองทัพปะทะตรงๆ
ทางเลือกที่ 4 (ที่ขอให้ไม่เลือกทางนี้) : เร่งสปีดสู่การสร้าง “อาวุธนิวเคลียร์”
เมื่อผู้นำสูงสุดที่เคยออกคำสอนทางศาสนา (Fatwa) ห้ามสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ได้เสียชีวิตลง ประกอบกับโครงสร้างประเทศกำลังถูกทำลาย IRGC อาจตัดสินใจละทิ้งข้อตกลงทุกอย่าง และนำยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะไว้แล้วไปประกอบเป็น “หัวรบนิวเคลียร์” ให้เร็วที่สุด (Breakout time อาจเหลือแค่หลักสัปดาห์)
ถ้าข่าวกรองสหรัฐฯ/อิสราเอลจับสัญญาณได้ว่าอิหร่านกำลังประกอบระเบิดนิวเคลียร์ จะนำไปสู่การทิ้งระเบิดทำลายล้างขั้นเด็ดขาด (Bunker busters) จากฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งอาจบานปลายกลายเป็นสงครามโลกได้
น่ากลัวมากครับทางเลือกนี้
สรุป
มีความเป็นไปได้สูงมากที่การตอบโต้ของอิหร่านหลังจากนี้จะไม่ใช่การตอบโต้เพื่อรักษาหน้า แบบในอดีต แต่เป็นการสู้แบบ “หมาจนตรอก (Nothing to lose)” ครับ
IRGC รู้ดีว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ คือการเปลี่ยนระบอบ ดังนั้นพวกเขาอาจมีความคิดลากทุกคนในภูมิภาคลงเหวไปด้วยกัน และเริ่มต้นด้วยทางเลือกที่ 1 คือ ปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อน
แน่นอนว่า ปริมาณน้ำมันดิบกว่า 14 ล้านบาร์เรล/วัน (1 ใน 3 ของการขนส่งทางเรือทั่วโลก) และก๊าซ LNG อีก 20% (ส่วนใหญ่จากกาตาร์) ต้องไหลผ่านช่องแคบนี้
โดยน้ำมันถึง 3 ใน 4 จากช่องแคบฮอร์มุซ ถูกส่งตรงมาที่ จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะจีนที่พึ่งพาน้ำมันจากจุดนี้ถึง 50% ของการนำเข้าทั้งหมด พอเห็นภาพนะครับ ถ้าราคาน้ำมันเด้งแรงจริง ฝั่งเอเชีย คือ ผู้รับเคราะห์หนักที่สุด
ซึ่งความรุนแรงหลังจากนี้ จะน่ากลัวมาก เพราะ IRGC ต้องทำสงคราม 2 ด้านพร้อมกัน คือ สู้กับศัตรูภายนอก (สหรัฐฯ/อิสราเอล) และ กดดันศัตรูภายใน (ประชาชนอิหร่านที่อาจฉวยโอกาสลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลในช่วงสุญญากาศนี้)
กลยุทธ์แนะนำสำหรับพรุ่งนี้คือ “No hero bets” (อย่าทำตัวเป็นฮีโร่สวนตลาด) ครับ
ความไม่แน่นอนพุ่งสูงลิ่ว และ เต็มไปด้วยความเสี่ยงระดับมหภาคแบบนี้ การรอโอกาส พร้อมกำเงินสด หรือ ถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อรอดูท่าทีการตอบโต้ของอิหร่าน คือกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดในระยะสั้นครับ
Mr.Messenger รายงาน



