วันจันทร์, มีนาคม 2, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกข่าวรอบโลกทรัมป์ยอมรับ ‘ไม่พอใจ’ ผลเจรจานิวเคลียร์อิหร่านหลายชาติ

ทรัมป์ยอมรับ ‘ไม่พอใจ’ ผลเจรจานิวเคลียร์อิหร่านหลายชาติ

เผยแพร่

spot_img

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจต่อท่าทีของอิหร่านในการเจรจานิวเคลียร์ พร้อมยอมรับว่ายังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะเดินหน้าการโจมตีทางทหารหรือไม่ ขณะเดียวกันสหรัฐฯ อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่กำลังฉุกเฉินของสถานเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอลเดินทางออกจากประเทศได้ เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น และหลายประเทศออกคำเตือนหรือย้ายพลเมืองของตนออกจากภูมิภาค

ทรัมป์สั่งระดมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางในรอบหลายทศวรรษ โดยมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหญ่ที่สุดในโลก USS Gerald R. Ford เคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งอิสราเอล ขนาบด้วยกำลังทางเรือและอากาศที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการเรียกร้องให้อิหร่านยอมรับ“ข้อปรับลด”ครั้งใหญ่ในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และประเด็นความมั่นคงอื่นๆ

หนึ่งวันหลังการเจรจาระหว่างคณะผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านที่นครเจนีวา ทรัมป์กล่าวถึงรัฐศาสนาในเตหะรานว่า “ไม่ยอมให้ในสิ่งที่เราจำเป็นต้องได้” สำหรับการใช้กำลังทางทหาร ทรัมป์ย้ำว่า “เรายังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย” พร้อมระบุว่า “เราไม่พอใจเท่าไรกับวิธีที่พวกเขาเจรจา พวกเขาไม่สามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ และเราก็ไม่ปลื้มกับรูปแบบการเจรจาของพวกเขา”

ทรัมป์ระบุเพิ่มเติมว่า “เราไม่ต้องการให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์แม้แต่หนึ่งชิ้น และพวกเขาไม่ได้พูดคำทองคำเหล่านั้น” สะท้อนว่าวอชิงตันต้องการคำรับรองเชิงภาษาที่ชัดเจนกว่าจากฝ่ายอิหร่านเกี่ยวกับการไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ด้านอิหร่านยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ตนไม่ได้เดินหน้าโครงการอาวุธนิวเคลียร์ และเคยยอมรับข้อจำกัดด้านการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ซึ่งทรัมป์เป็นผู้ฉีกทิ้งระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก

ทรัมป์ยังอ้างเมื่อเดือนมิถุนายนว่า “ไซต์นิวเคลียร์สำคัญของอิหร่านถูกทำลายจนย่อยยับแล้ว” หลังสหรัฐฯ ร่วมการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ร่วมกับอิสราเอล ต่อเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในอิหร่าน โดยมุ่งหวังจำกัดความสามารถเชิงเทคนิคของโครงการนิวเคลียร์เตหะราน

แรงกดดันรอบใหม่ที่วอชิงตันใช้กับอิหร่านเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังทางการอิหร่านถูกกล่าวหาว่าสังหารประชาชนหลายพันคนในการปราบปรามการลุกฮือครั้งใหญ่ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในความท้าทายร้ายแรงที่สุดต่อระบอบสาธารณรัฐอิสลาม นับตั้งแต่การปฏิวัติปี 1979 ที่โค่นล้มชาห์ซึ่งใกล้ชิดตะวันตก

เมื่อถูกถามว่าการโจมตีจะสามารถโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านได้หรือไม่ ทรัมป์ตอบเพียงว่า “ไม่มีใครรู้” บ่งชี้ว่าทำเนียบขาวยังอยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักความเสี่ยงและผลลัพธ์ของการใช้กำลัง

 ธรรมเนียมการทูตเปลี่ยน: รัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางไร้สื่อประกบ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงว่า มาร์โค รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศ จะเดินทางไปอิสราเอลในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม เพื่อหารือเรื่องอิหร่าน ถือเป็นการเดินทางในบรรยากาศตึงเครียดสูงในภูมิภาค

ในความเคลื่อนไหวที่ถือว่าผิดธรรมเนียมจากหลายทศวรรษก่อนหน้า รูบิโอจะเดินทางโดยไม่มีผู้สื่อข่าวร่วมเครื่องบินของตน ซึ่งมักเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารท่าทีและนโยบายของสหรัฐฯ ต่อสาธารณะระหว่างการเยือนต่างประเทศ

แม้จะมีการเยือนระดับสูงดังกล่าว สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในอิสราเอลก็ได้ออกประกาศอนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ไม่ใช่บุคลากรฉุกเฉินและครอบครัว เดินทางออกจากประเทศได้ “เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย” พร้อมระบุบนเว็บไซต์ว่า ชาวอเมริกัน “อาจพิจารณาออกจากอิสราเอลในขณะที่เที่ยวบินพาณิชย์ยังเปิดให้บริการ”

 ชาติพันธมิตรเตือน–โยกย้ายบุคลากร ท่ามกลางความเสี่ยงสงคราม

ไม่เพียงสหรัฐฯ ที่ปรับระดับคำเตือนด้านความปลอดภัย เยอรมนีออกคำแนะนำล่าสุดเตือน “อย่างเร่งด่วน” ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปอิสราเอล ขณะที่สหราชอาณาจักรประกาศย้ายเจ้าหน้าที่การทูตบางส่วนออกจากเมืองเทลอาวีฟ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและที่ตั้งสถานทูตของประเทศต่างๆ ไปยังจุดอื่นภายในอิสราเอลในฐานะ “มาตรการเชิงป้องกัน”

จีนซึ่งเป็นพันธมิตรด้านเศรษฐกิจสำคัญของเตหะราน เรียกร้องให้พลเมืองของตน “ออกจากอิหร่านโดยเร็วที่สุด” ท่ามกลางคำเตือนด้านความปลอดภัยที่ทวีความเข้มข้น สหรัฐฯ และหลายชาติยุโรปเองก็มีคำเตือนการเดินทางไปอิหร่านในระดับสูงมานานแล้ว

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ทรัมป์ได้กำหนดเส้นตาย 15 วันให้อิหร่านบรรลุข้อตกลง โดยเตหะรานยืนยันว่าขอบเขตการเจรจาควรจำกัดอยู่เพียงเรื่องนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ฝั่งวอชิงตันต้องการให้ครอบคลุมทั้งโครงการขีปนาวุธและการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคด้วย

โอมาน (Oman) ซึ่งเป็นคนกลางสำคัญในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน โดยรอบนี้มีทั้งจาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) บุตรเขยของทรัมป์ และสตีฟ วิทคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ผู้แทนพิเศษร่วมวงด้วย ได้ประเมินผลการพูดคุยในแง่บวก

บัดร์ อัลบูไซดี (Badr Albusaidi) รัฐมนตรีต่างประเทศโอมานเดินทางเยือนวอชิงตันเมื่อวันศุกร์เพื่อพบกับรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ (J.D. Vance) โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า เขามองไปข้างหน้าถึง “ความคืบหน้าที่มากขึ้นและเด็ดขาดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า” พร้อมเขียนว่า “สันติภาพอยู่ไม่ไกลจากมือเรา”

 สัญญาณจากเตหะราน–เวียนนา: เจรจาเดินต่อ ท่ามกลางคำเตือนเรื่อง “ข้อเรียกร้องเกินเลย”

ฝั่งอิหร่านเองอ้างความคืบหน้าในการเจรจาเช่นกัน แต่รัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อะรักชี (Abbas Araghchi) ใช้น้ำเสียงที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยระบุในการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอียิปต์เมื่อวันศุกร์ว่า “ความสำเร็จบนเส้นทางนี้ต้องอาศัยความจริงจังและความเป็นจริงจากอีกฝ่าย รวมถึงการหลีกเลี่ยงการคำนวณผิดพลาดและข้อเรียกร้องเกินเลย” สะท้อนว่าฝ่ายเตหะรานยังมองข้อเสนอของวอชิงตันว่าข้าม “เส้นแดง” ในหลายมิติ

ขณะเดียวกัน สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ยืนยันว่าจะจัดการหารือด้านเทคนิคกับอิหร่านในวันจันทร์ โดยเรียกร้องให้อิหร่าน “ให้ความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์” และย้ำถึง “ความเร่งด่วนสูงสุด” ของคำขอให้ตรวจสอบและยืนยันว่ามีการประกาศแจ้งปริมาณวัสดุนิวเคลียร์ทั้งหมดอย่างครบถ้วน ตามรายงานภายในที่องค์กรเผยแพร่ต่อคณะกรรมการบริหารในกรุงเวียนนา

ในกรุงเตหะราน ประชาชนทั่วไปหลายรายที่ให้สัมภาษณ์สะท้อนทั้งความไม่ไว้วางใจต่อสหรัฐฯ และความหวังว่าการเจรจาจะนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรที่กดทับเศรษฐกิจของประเทศ

อาลี บาเกรี  วัย 34 ปี ระบุว่า “ไม่ว่าผลการเจรจาจะออกมาอย่างไร มันต้องทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของผู้คนดีขึ้นบ้าง และไม่ใช่แค่ดีขึ้นเล็กน้อย นี่คือสิทธิของเรา” ขณะที่ ฮามิด เบยรานวานด์ วัย 42 ปี แสดงความเห็นว่า อิหร่าน “ไม่ควรมอบสัมปทานใดๆ” เพราะ “วอชิงตันเป็นฝ่ายผิดสัญญา” แต่ก็ยอมรับว่า “ทุกคนอยากให้หลีกเลี่ยงสงคราม” มากกว่าจะเห็นความขัดแย้งลุกลามเป็นการปะทะทางทหารเต็มรูปแบบ

ในภาพรวม สถานการณ์ล่าสุดชี้ว่าการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านกำลังดำเนินควบคู่ไปกับการระดมกำลังทางทหารและมาตรการเตือนภัยด้านความปลอดภัยของหลายประเทศ ทำให้สมดุลระหว่าง “โอกาสทางการทูต” กับ “ความเสี่ยงสงคราม” เปราะบางเป็นพิเศษในห้วงเวลานี้

IMCT NEWS 28-02-2026

ข่าวล่าสุด

โครงการเพชรในตม

เรียนที่ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) โดยแบ่งสถานที่ศึกษาเป็น 2 แห่ง ได้แก่ ชั้นปีที่ 1-2 เรียนที่ มศว องครักษ์ จ.นครนายก...

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลยเลย เกิด: 12 กุมภาพันธ์ 2445 มรณภาพ: 8 มกราคม 2538 สิริอายุ 93 ปี 70 พรรษา

การพังทลายของ “เสาหลักอำนาจ” ของระบอบการปกครองอิสลามที่มีมาตั้งแต่ปี 1979

การสูญเสีย อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ไม่ใช่แค่การสูญเสียผู้นำประเทศ แต่เป็นการพังทลายของ "เสาหลักอำนาจ" ของระบอบการปกครองอิสลามที่มีมาตั้งแต่ปี 1979 ครับ ในภาวะที่เกิดสุญญากาศทางอำนาจ อย่างกะทันหัน อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดจะตกไปอยู่ในมือของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)...

สังหารผู้นำอิหร่าน “คาเมเนอี” ยักษ์ผู้ชักใย  สหรัฐฯ-อิสราเอล รุมถล่มเตหะราน-ยับ ! 

อิหร่านระดมยิงมิสไซล์กลับทั้งตะวันออกกลาง  จับตาปิด "ฮอร์มุซ" ทุบเศรษฐกิจไทยพังพาบ                                  ชนวนเหตุสำคัญของการเปิดฉากโจมตีครั้งประวัติศาสตร์โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา จนนำไปสู่การยืนยันจากทางการอิหร่านในเช้าวันอาทิตย์ว่า   อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดเสียชีวิตแล้ว                                ย้อนหลัง ...

ข่าวอื่นๆ

การพังทลายของ “เสาหลักอำนาจ” ของระบอบการปกครองอิสลามที่มีมาตั้งแต่ปี 1979

การสูญเสีย อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ไม่ใช่แค่การสูญเสียผู้นำประเทศ แต่เป็นการพังทลายของ "เสาหลักอำนาจ" ของระบอบการปกครองอิสลามที่มีมาตั้งแต่ปี 1979 ครับ ในภาวะที่เกิดสุญญากาศทางอำนาจ อย่างกะทันหัน อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดจะตกไปอยู่ในมือของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)...

นายกฯ ญี่ปุ่น ‘คัดค้าน’ เปลี่ยนกฎสืบสันตติวงศ์ที่จะให้สตรีขึ้นครองราชย์

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น คัดค้านการเปลี่ยนแปลงกฎการสืบสันตติวงศ์ที่สงวนไว้เฉพาะองค์รัชทายาทที่เป็นชายเท่านั้น ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อฝ่ายนิติบัญญัติให้ต้องมีการแก้ไขปัญหาการอยู่รอดของสถาบันพระจักรพรรดิ

ปากีสถานประกาศ “สงครามเต็มรูปแบบ”

ปากีสถานเปิดฉากโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ของอัฟกานิสถาน รวมถึงเป้าหมายในกรุงคาบูล เมืองหลวง ไม่นานหลังจากนั้น ในเช้าวันศุกร์ รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถาน Khawaja Asif ได้ประกาศว่าเป็น “สงครามเต็มรูปแบบ” ระหว่างสองประเทศ