วันพุธ, มีนาคม 11, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกข่าวรอบโลกทำไมสหรัฐฯ สยบอิหร่านด้วยกำลังไม่ได้? 

ทำไมสหรัฐฯ สยบอิหร่านด้วยกำลังไม่ได้? 

เผยแพร่

spot_img

และบทสรุปที่ต้องจบลงบนโต๊ะเจรจา

 Asia Times รายงานว่า วิกฤตการณ์ครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านดำเนินมาถึงจุดที่คุ้นเคยอีกครั้ง ด้วยการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินและการยื่นคำขาด ท่ามกลางคำพยากรณ์ถึงสงครามที่จวนตัว ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “นาฏกรรมแห่งการข่มขู่” (Brinkmanship) ที่วอชิงตันและเตหะรานแสดงร่วมกันมาตลอดสี่ทศวรรษ

การเผชิญหน้าในปัจจุบันซึ่งมีชนวนเหตุจากการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงในอิหร่าน และการที่สหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) เข้าสู่พื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ดำเนินไปตามบทที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้า

ประธานาธิบดีทรัมป์ ขู่จะดำเนินการ “ขั้นเด็ดขาด” ในขณะที่ยอมรับว่าการเจรจากำลังดำเนินอยู่ ส่วนผู้นำสูงสุดของอิหร่านขู่ถึง “สงครามภูมิภาค” ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศเร่งเจรจาผ่านตัวกลางในโอมานเพื่อหาทางออกที่ “ยุติธรรมและเท่าเทียม” โดยมีมหาอำนาจภูมิภาคทั้งตุรกี ยูเออี และซาอุดีอาระเบีย ต่างเร่งสกัดกั้นความขัดแย้งที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น

ความล้มเหลวของนโยบายกดดันสูงสุด (Maximum Pressure)

ความเชื่อที่ว่าการกดดันอย่างหนักหน่วงบวกกับการขู่เข็ญทางทหารจะทำให้อิหร่านยอมจำนนนั้น ถูกพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ไร้ผล” การถอนตัวจากข้อตกลง JCPOA ในปี 2018 และแคมเปญกดดันสูงสุดของรัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ทำให้อิหร่านคุกเข่าลง แต่กลับส่งผลให้อิหร่านเร่งเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนเกือบถึงระดับที่ใช้ผลิตอาวุธได้

แม้กระทั่งการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่อสถานปัตยกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านใน เดือนมิถุนายน 2025 (Operation Midnight Hammer) ก็ไม่สามารถกำจัดโครงการนิวเคลียร์ได้สิ้นซาก แต่กลับเป็นตัวเร่งให้เตหะรานตัดสินใจสร้างศักยภาพในการป้องปรามให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

การส่งกองเรือเพิ่มและการขู่ทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ จึงสะท้อนถึงความไม่เข้าใจในหลัก “การทูตเชิงบังคับ” (Coercive Diplomacy) เพราะไม่มีรัฐใดจะเจรจาภายใต้การข่มขู่ในตำแหน่งที่อ่อนแอได้ สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางยุทธวิธี แต่เป็นความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์

ความเป็นจริงในการปฏิบัติการ

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้สหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง แต่อิหร่านก็มีขีดความสามารถในการตอบโต้ที่น่าเกรงขาม คลังแสงขีปนาวุธของเตหะรานสามารถโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ได้ทุกแห่งตั้งแต่กาตาร์ไปจนถึงอิรัก และช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ก็ยังคงตกอยู่ในความเสี่ยง

คำถามสำคัญคือ: จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากการทิ้งระเบิดสิ้นสุดลง? การทำลายล้างโรงงานนิวเคลียร์จะสร้างรัฐบาลที่ยอมจำนนต่อสหรัฐฯ จริงหรือ? ผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าคือ กระแสชาตินิยมที่จะสร้างความเข้มแข็งให้ฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่ง และเร่งให้เกิดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างมีความชอบธรรมทางการเมืองภายในประเทศ

บทเรียนจากอดีตและทางออกที่แท้จริง

การแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มักสร้างผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าปัญหาเดิม ภูมิภาคนี้เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของ “ยุทธศาสตร์อันยิ่งใหญ่” ที่ดูดีในงานนำเสนอ แต่พังทลายเมื่อเผชิญกับความจริง

วิกฤตครั้งนี้จะคลี่คลายลงได้ด้วยกระบวนการทางการทูตที่น่าเบื่อหน่ายผ่านการเจรจาที่ กรุงมัสกัต ซึ่งเป็นเส้นทางที่เป็นไปได้จริงเพียงหนึ่งเดียว แม้มันจะไม่ได้สร้างทางออกที่สมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยก็สามารถสร้าง “ข้อตกลงชั่วคราว” เช่น การจำกัดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อแลกกับการยกเลิกคว่ำบาตรบางส่วน และกลไกป้องกันการลุกลามของความขัดแย้งทางทหาร

ผลลัพธ์นี้อาจไม่ถูกใจฝ่ายที่สนับสนุนนโยบายสายแข็ง (Hawks) หรือฝ่ายอนุรักษนิยมในอิหร่าน แต่มันดีกว่าทางเลือกที่เหลือ: นั่นคือสงครามที่สหรัฐฯ ไม่สามารถเอาชนะได้ทางทหาร ไม่สามารถแบกรับได้ทางการเมือง และไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในประเทศ ซึ่งผลโพลล่าสุดระบุว่าชาวอเมริกันกว่า 85% คัดค้านสงครามกับอิหร่าน

บทสรุป

รัฐบาลทรัมป์มีทางเลือกระหว่างการไล่ตามภาพลวงตาที่ต้องการเห็นอิหร่านล่มสลาย หรือยอมรับความจริงที่ยุ่งเหยิงว่า การจัดการกับประเทศคู่ปรักคู่แค้นต้องอาศัยการปรับตัวเข้าหากันมากกว่าการยื่นคำขาดเพียงฝ่ายเดียว

วิกฤตครั้งนี้มีแนวโน้มจะจบลงเหมือนครั้งก่อนๆ คือทั้งสองฝ่ายก้าวถอยออกจากขอบเหว อ้างชัยชนะตามเป้าหมายของตน ขณะที่ความตึงเครียดพื้นฐานยังไม่ได้รับการแก้ไข นี่ไม่ใช่ตอนจบที่น่าพึงพอใจ แต่มันคือการ “บริหารจัดการปัญหา” ที่ดูเหมือนจะเป็น “ปัญญา” ที่สุดท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

IMCT NEWS 17-02-2026

ที่มา https://asiatimes.com/2026/02/when-trumps-bluff-meets-reality-on-iran/

ข่าวล่าสุด

”ทองคำ“ เหนือจรวด… พุ่งไม่หยุด

ราคาทะยานขึ้น-สะท้อนความกังวลเศรษฐกิจโลก ! ท่ามกลางความเสี่ยงสงคราม เงินเฟ้อ และความผันผวนของตลาดการเงิน                             การปรับขึ้นของทองคำกลายเป็นสัญญาณเตือนใหม่ของระบบเศรษฐกิจโลก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าราคาที่เพิ่มขึ้นอาจสะท้อนความไม่แน่นอนมากกว่าความมั่งคั่ง                            ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวขึ้นแตะระดับใกล้ 80,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนจะย่อลงเล็กน้อยจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์                            นักวิเคราะห์มองว่าการพุ่งขึ้นของทองคำในช่วงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นสัญญาณสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป                           ในตลาดการเงินระหว่างประเทศ   “ทองคำ” ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์“ปลอดภัย” หรือหลบภัยในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยง...

ปอศ.ลุยจับ 8 ล้งนอมินีนายทุนจีน

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า พฤติการณ์กลุ่มทุนต่างชาติสวมสิทธิ์คนไทยเข้าครอบงำธุรกิจเกษตรสงวนบิดเบือนราคารับซื้อจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคามะพร้าวน้ำหอมทั่วประเทศ

สวีเดนยกระดับเตรียมพร้อมรับมือสงคราม

รัฐบาลสวีเดนประกาศมาตรการเร่งด่วนในการสร้างคลังสำรองทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิง อาหาร และเครื่องปั่นไฟ

ดูไบนับถอยหลัง 10 วัน อาหารสดจ่อเกลี้ยงชั้นวาง

อสังหาฯ หรู อาบูดาบีราคาดิ่งเหว คนแห่อพยพหนีสงคราม เซ่นพิษปิดช่องแคบฮอร์มุซ 9 มีนาคม 2569 สงครามในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของพลเรือน เมื่อรายงานจากสำนักข่าว bne IntelliNews ระบุว่า "ดูไบ" ศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค...

ข่าวอื่นๆ

สวีเดนยกระดับเตรียมพร้อมรับมือสงคราม

รัฐบาลสวีเดนประกาศมาตรการเร่งด่วนในการสร้างคลังสำรองทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิง อาหาร และเครื่องปั่นไฟ

ดูไบนับถอยหลัง 10 วัน อาหารสดจ่อเกลี้ยงชั้นวาง

อสังหาฯ หรู อาบูดาบีราคาดิ่งเหว คนแห่อพยพหนีสงคราม เซ่นพิษปิดช่องแคบฮอร์มุซ 9 มีนาคม 2569 สงครามในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของพลเรือน เมื่อรายงานจากสำนักข่าว bne IntelliNews ระบุว่า "ดูไบ" ศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค...

บริษัทอาวุธยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ–อิสราเอล ‘โกยกำไรมหาศาลจากสงครามอิหร่าน’

ราคาหุ้นของบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ในประเทศสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการผลิตระบบอาวุธมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์