ขายน้ำมัน ส่งออกน้ำมัน ยังไงก็รวย!! เราเห็นตัวอย่างได้จากประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับและตะวันออกลาง ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบพลังงงานและเชื้อเพลิงจากฟอสซิลโลก ในฐานะผู้ส่งออกปิโตรเลียมรายใหญ่ และยังเป็นชาติผู้ก่อนตั้งองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC
แต่จะมีอยู่ 1 ชาติที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม OPEC ที่ไม่ได้อยู่ในตะวันออกลางอย่าง “เวเนซุเอลา” ที่ปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่า เป็นประเทศที่ล่มสลายทางเศรษฐกิจ การเงิน และสังคม จากที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นชาติที่มั่งคั่งร่ำรวย สู่ประเทศที่ประชาชนอพยพหนีความแร้นแค้นออกจากประเทศนับล้านคน
ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีที่แล้ว คนเวเนซุเอลามีรายได้ต่อหัวมากกว่าคนไทย 11 เท่า
ปี 1960 คนเวเนซุเอลามีรายได้ต่อปี 24,130 บาท
ในขณะที่คนไทยมีรายได้ต่อปีเพียง 2,140 บาท
ถามว่าคนเวเนซุเอลา “รวย” ขนาดไหน เมื่อ 60 ปีที่แล้ว?
รายได้ต่อหัว 24,130 บาทต่อปี ของคนเวเนซุเอลามากกว่ารายได้ต่อหัวของคนเนเธอร์แลนด์ และคนอิตาลีในช่วงเวลาเดียวกัน และมากกว่ารายได้ต่อหัวของคนญี่ปุ่นในเวลานั้นถึง 2 เท่า
สำหรับเวเนซุเอลา ชาติผู้นำด้านการส่งออกน้ำมันเป็นสินค้าหลักมาตั้งแต่ปี 1917 หรือมากกว่า 100 ปีก่อน เป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรทางธรรมชาติทั้งน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ในอดีตเวเนซุเอลาคือ ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก โดยรายได้ 95% มาจากการส่งออกน้ำมันที่สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับประเทศนี้ ซึ่งจากการสำรวจพบว่าเวเนซุเอลามีปริมาณสำรองแหล่งน้ำมันดิบที่สามารถขุดเจาะได้ในประเทศ สามารถนำขึ้นมาใช้ได้ไปอีกนับร้อยปี
ดูแล้วเวเนซุเอลาควรเป็นประเทศที่มีอนาคต ร่ำรวย มั่งคั่ง เหมือนกับเพื่อสมาชิกกลุ่ม OPEC ในแถมตะวันออกลาง แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับตรงกันข้าม…
จุดเริ่มต้นของหายะนะเกิดขึ้นในปี 1976 มีการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา จากการที่อดีตประธานาธิบดี “คาร์ลอส เปเรส” ออกนโยบายยึดธุรกิจพลังงานของเอกชนกลับมาเป็นของรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจพลังงานของสหรัฐฯ ที่ไปลงทุนในเวเนซุเอลาด้วย พร้อมกับตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่า “Petroleos de Venezuela S.A.” (เปโตรเลออส เดอ เวเนซุเอลา) เพื่อควบคุมกิจการพลังงานในประเทศทั้งหมดแทน
แน่นอนว่าอานิสงส์จากรายได้ของราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ ยังคงส่งรายได้ให้กับเวเนซุเอลาอย่างมหาศาล รัฐบาลก็คงคิดว่า เงินจากการขายน้ำมันมันคงไหลเข้าคลังหลวงเรื่อยๆ อยู่แล้ว การจะเจียดเงินเล็กๆ น้อยๆ ไปใช้ในโครงการประชานิยม เพื่อสร้างคะแนนเสียงทางการเมืองบ้างก็คงจะไม่เป็นอะไรหรอกกระมัง?
ดังนั้น รัฐบาลเวเนซุเอลาจึงออกนโยบายการแจกเงินประชาชนกันเป็นว่าเล่น ทั้งๆ ที่ประเทศไม่ได้อยู่ในช่วงวิกฤติใดๆ ที่ต้องโปรยเงินฟรีๆ กับให้ประชาชน
เงินที่หาเข้าประเทศมาได้แทนที่จะถูกนำไปพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างหรือปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค พัฒนาด้านการศึกษา การแพทย์ หรือใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านอื่นๆ
แต่กลับถูกนำมาผลาญใช้กับนโยบายประชานิยมอย่างไม่มีลิมิต แม้จะสิ้นยุคสมัยของเปเรสแล้ว นักการเมืองในยุคหลังต่างก็ชูนโยบายลด แลก แจก แถม หาเสียงกับประชาชน ซึ่งทำให้ประชาชนเสพติดนโยบายประชานิยมอย่างช้าๆ เรื่อยๆ มาอย่างยาวนานตลอด 24 ปี
นอกจากเรื่องการใช่เงินอย่างไม่รู้คุณค่าแล้ว เรื่องการปรับเปลี่ยนโยบายการเงินที่ผิดพลาดก็เป็นตัวเร่งให้เกิดหายนะเร็วขึ้น รัฐบาลเวเนซุเอลามี “การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่” หรือ Fixed Exchange Rate
โดยเริ่มในช่วงปี 1964 – 1983 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลเวเนซุเอลาได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ โดยตั้งค่าเงินของประเทศไว้สูงกว่าความเป็นจริงเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเรียกในทางเศรษฐศาสตร์ว่า “Prolonged Currency Overvaluation”
สาเหตุสำคัญคือ ในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงอย่างมาก น้ำมันเป็นสินค้าส่งออกหลักในระบบเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา รัฐบาลจึงมีเงินตราต่างประเทศมากพอที่จะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
การที่ค่าเงินสูงกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้สินค้านำเข้ามีราคาถูกกว่าความเป็นจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวเวเนซุเอลาจึงไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าเอง แต่นำเงินที่ได้จากการขายน้ำมันไปนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาใช้ในราคาถูก รวมถึงสินค้าฟุ่มเฟือยจากยุโรป และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น
.การใช้จ่ายที่มากเกิน ทำให้อัตราการออมของชาวเวเนซุเอลาลดต่ำลง เพราะเชื่อว่า พวกเขาจะมีอำนาจซื้อสินค้าคุณภาพดีจากทั่วโลกแบบนี้ไปเรื่อยๆ
เมื่อทุกคนต่างเลือกที่จะซื้อสินค้านำเข้า การลงทุนภาคเอกชนของเวเนซุเอลาก็แทบไม่เกิดขึ้น ซึ่งอย่างที่รู้กันคือ ภาคเอกชนคือปัจจัยสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตในระยะยาว
ตลอดเวลาในช่วงทศวรรษ 1970 อัตราการลงทุนภาคเอกชนของเวเนซุเอลา อยู่ที่อัตราต่ำกว่า 25% ของ GDP เท่านั้น
ปัจจัยที่ทำให้อัตราการลงทุนต่ำ มีหลายสาเหตุ ทั้งอัตราการออมต่ำ และภาคเอกชนไม่มั่นใจในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ลงทุนผลิตอะไรไป ก็อาจขายไม่ออก
แม้การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้ราคาถูก จะทำให้วัตถุดิบมีราคาถูกไปด้วย แต่สินค้าสำเร็จรูปก็มีราคาถูกไม่แพ้กัน
นั่นหมายความว่า หากเอกชนในประเทศสักเจ้าหนึ่งต้องการลงทุนตั้งโรงงานผลิตสินค้า เช่น สบู่ หรือเสื้อผ้า ก็ต้องมั่นใจว่าจะสามารถผลิตออกมาแล้วจะแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ เพราะถ้าขายแพงกว่าที่นำเข้าคนก็ไม่ซื้อ ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้ การขับเคลื่อนประเทศด้วยเศรษฐกิจภายในก็ไม่เกิด ซึ่งในระยะยาวประเทศก็พัฒนาไม่ได้นั่นเอง
ต่อมาในปี 1999 “ฮูโก้ ชาเวซ” ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี จากนโยบายประชานิยมสารพัดนับพันโครงการที่สัญญาว่าจะมอบให้กับชาวเวเนซูเอลา ที่เป็นเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ แต่นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงการใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายและไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล เช่น
โครงการสร้างบ้านราคาถูก ซึ่งเป็นการขายบ้านราคาต่ำกว่าท้องตลาด และโครงการร้านค้าของรัฐที่ขายสินค้าราคาต่ำกว่าราคาทุน ให้ประชาชนหยุดทำการเกษตรและหันมาซื้ออาหารโดยการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
สั่งตรึงราคาสินค้าให้มีราคาถูก เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ของถูกตามนโยบายที่หาเสียงไว้ จนทำให้ผู้ผลิตสินค้าขาดทุน
เมื่อร้านค้าของรัฐบาลขายตัดราคา ธุรกิจห้างร้านของเอกชนก็อยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องปิดกิจการไป หรือรัฐบาลเข้าไปควบคุมและผลิตสินค้าออกมาขายเอง
แทรกแซงการทำงานของธนาคารกลาง โดยกำหนดค่าเงินต่างประเทศเอง กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเอง ทำให้กลไกตลาดถูกบิดเบือนไม่สะท้อนตามความเป็นจริง แถมยังเกิดการขาดแคลนของสกุลเงินต่างประเทศ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเงินเฟ้อขั้นรุนแรง จนส่งผลกระทบให้ระบบการเงินพังทลายลงอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
การพึ่งพารายได้หลักของประเทศ มาจากการส่งออกน้ำมัน ซึ่งคิดเป็น 95% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด ทุกอย่างพึ่งพิงน้ำมันเพียงอย่างเดียว ทำให้เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่นับถอยหลังรอวันหายนะ และแล้วจุดที่ฝีแตกก็เกิดขึ้นเมื่อราคาน้ำมันร่วงลงอย่างรุนแรงจากราคา 35.5 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ในปี 1980 ลดลงอยู่ที่ 13.5 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ในปี 1985
ในขณะที่อัตราการลงทุนภาคเอกชนก็ลดต่ำลงเรื่อยๆ จาก 25% ของ GDP ในช่วงทศวรรษ 1970 เหลือไม่ถึง 15% ของ GDP ในช่วงทศวรรษ 1980
ในช่วงแรก บริษัทน้ำมันของรัฐยังมีกำไรหลงเหลืออยู่ รัฐบาลจึงยังมีเงินมาใช้จ่ายในสวัสดิการต่างๆ แต่เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึก รวมกับโครงการประชานิยมมากมาย ท้ายที่สุด รัฐบาลก็ต้องไปขอกู้เงินจาก IMF แต่ IMF ไม่ให้กู้ง่ายๆ IMF ย่อมต้องอยากได้เงินต้นคืน ซึ่งต้องมีเงื่อนไขให้รัฐบาลที่กู้ปฏิบัติตาม
.ดังนั้น รัฐบาลเวเนซุเอลาจึงจำเป็นต้องมีมาตรการปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจ คือการควบคุมค่าใช้จ่าย ลดสวัสดิการ และลดค่าเงินเพื่อสะท้อนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การลดค่าเงินในตอนนั้น ทำให้ค่าเงินโบลิวาร์อ่อนค่าลงทันที สินค้านำเข้าที่เคยมีราคาถูกจึงมีราคาสูงขึ้นหลายเท่าตัว สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ “ภาวะเงินเฟ้อ”
.ในปี 2013 “นิโคลัส มาดูโร” เข้าดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบัน เพื่อสืบทอดอำนาจต่อจากชาเวซ การขึ้นมาดำรงตำแหน่งของนายมาดูโรนั้นถือว่าขึ้นมาในจังหวะที่เวเนซุเอลากำลังดำดิ่งสู่ยุคมืด
การที่เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาผูกความเป็นความตายของประเทศเอาไว้กับราคาน้ำมัน แน่นอนว่าของทุกอย่างบนโลกนี้ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน มีขึ้นก็ต้องมีลง เพราะในปี 2014 ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้จากการขายน้ำมันของเวเนซุเอลาก็ลดลงตามไปด้วย
เมื่อรายได้ของรัฐลดลงประกอบกับการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพในกิจการน้ำมันของรัฐ ก็ยิ่งส่งผลร้ายต่อเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ ลองคิดดูว่าประเทศที่ผูกติดเศรษฐกิจไว้กับการขายน้ำมันเพียงอย่างเดียว 100% ไม่มีรายได้จากทางอื่นที่มาคอยเป็นตัวเฉลี่ยให้มีรายได้เข้าสู่คลังหลวงมันจะเกิดอะไรขึ้น?
.ในปี 2015 พรรคฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1999 แต่ศาลกลับมีคำสั่งให้นายมาดูโร ยังคงอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป อย่างที่บอกแม้แต่ศาลเองก็ถูกอำนาจเงินซื้อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองนี้ ส่งผลทำให้เกิดการประท้วงทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยมีฝ่ายค้านเป็นผู้หนุนหลัง เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของนายมาดูโร
เหตุการณ์ประท้วงบานปลายรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน ทำให้มาดูโรต้องประกาศภาวะฉุกเฉินพร้อมทั้งกล่าวหาว่าสหรัฐเป็นผู้อยู่เบื้องหลังฝ่ายค้าน สนับสนุนให้โค่นล้มเขาลงจากอำนาจ
.ในปี 2016 ราคาน้ำมันลดลงอย่างหนักมาอยู่ที่ระดับ 40.7 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล แล้วทุกอย่างก็วนมาที่ลูปเดิม และหนักกว่าเดิม..
เวเนซุเอลาเผชิญภาวะเงินเฟ้ออย่างหนัก เพราะรัฐบาลแทบไม่เหลือเงินตราต่างประเทศแล้ว ค่าเงินโบลิวาร์อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง สถานการณ์ภายในประเทศเวเนซุเอลาก็เข้าสู่ภาวะวิกฤตขั้นเลวร้ายที่สุด หน่วยงานรัฐต่างๆ แทบไม่มีเงินงบประมาณจะมาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงาน เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะชะงักงัน ภาคการผลิตต่างๆ ที่ถูกควบคุมโดยรัฐ ก็ไม่มีเงินงบประมาณมาจ่ายค่าแรงให้กับคนงาน
.แม้ว่ารายได้ของรัฐลดลง แต่นโยบายประชานิยมต่างๆ ยังคงต้องใช้เงินต่อไปไม่ได้ลดลงตามไปด้วย โครงการต่างๆ นับพันโครงการยังคงบีบคอเขย่าขอเงินรัฐบาล ทำให้นายมาดูโรตัดสินใจพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบ ส่งผลทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างมหาศาล เพราะรัฐบาลมีการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเอาไว้หมดแล้ว
การที่ยิ่งพิมพ์เงินถมเข้าสู่ระบบมากเท่าไหร่ ค่าเงินโบลิวาร์ก็ยิ่งตกต่ำลงเท่านั้น เพราะเงินก็คือกระดาษ ถ้าเงินไม่มีการซื้อขายในตลาดเงิน ไม่มีทองคำมาค้ำประกันค่าเงิน เงินก็ไม่ต่างอะไรกับเศษกระดาษไร้ค่า ในขณะที่สินค้าแทบทุกอย่าง จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
.อัตราเงินเฟ้อ ปี 2017 อยู่ที่ระดับ 493.6%
อัตราเงินเฟ้อ ปี 2018 อยู่ที่ระดับ 929,789.5%
อัตราเงินเฟ้อ ปี 2019 อยู่ที่ระดับ 10,000,000%
ลองนึกภาพว่าถ้าเราตื่นขึ้นมา ทุกคนไม่ว่าจะเป็น หมอ ครู วิศวกร นักบิน พนักงาน ทุกๆ คนในประเทศนี้ เงินที่ฝากอยู่ในบัญชีธนาคารไม่มีค่า ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ เอาเงินไปซื้ออะไรก็ไม่ได้
ผลจากการล้มสลายทางเศรษฐกิจทำให้มีการพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบที่มีมูลค่าสูงเป็นแสนเท่าจากค่าเงินในปัจจุบัน แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะคงไม่มีใครที่อยากจะแบกเงินเป็นกระสอบเพื่อไปซื้อข้าวของเครื่องใช้เพียงแค่ไม่กี่ชิ้น ในตอนนี้เวเนซุเอลากลายเป็นประเทศที่แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว คนรวยจำนวน 3% ของประชากรทั้งประเทศเท่านั้นที่อยู่ได้อย่างสุขสบาย ซึ่งคนรวยเหล่านี้ไม่มีใครใช้เงินสกุลท้องถิ่นอีกต่อไป ส่วนใหญ่จะถือเงินสกุลหลักเช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น
ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ หยุดชะงักเพราะไม่มีเงินงบประมาณ เกิดปัญหาน้ำไม่ไหล ไฟฟ้าดับทั่วประเทศ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ไม่สามารถใช้การได้ มีการปล้นสะดม เกิดจลาจลมากมาย โรงพยาบาลไร้ซึ่งอุปกรณ์ทางการแพทย์และยารักษาโรค มีเด็กทารก คนป่วย คนแก่ เสียชีวิตในโรงพยาบาลโดยที่ไม่รับการรักษาเพิ่มมากขึ้นทุกวัน แต่นายมาดูโรก็หาแยแสต่อวิกฤตในครั้งนี้ไม่ ยังคงไม่ยอมลงจากอำนาจ พร้อมกับไม่หยุดกล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกาและพรรคฝ่ายค้านคือต้นเหตุของวิกฤตการณ์ทั้งหมด
สุดท้าย ประชาชนกว่า 4.5 ล้านคนต้องอพยพออกนอกประเทศ และประชาชนที่อยู่ในประเทศก็แทบไม่เหลืออะไร ไม่เหลือแม้แต่ความหวัง
(ที่มา Reporter Journey)



