หน้าแรกข่าวรอบโลกผู้เชี่ยวชาญเตือน “อำนาจนิยม” ไม่ใช่คำตอบ 'แก้คอร์รัปชั่น' ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผู้เชี่ยวชาญเตือน “อำนาจนิยม” ไม่ใช่คำตอบ ‘แก้คอร์รัปชั่น’ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เผยแพร่

spot_img

DW รายงานว่า เหตุใดระบอบอำนาจนิยมจึงไม่อาจแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จริง? ในขณะที่รัฐบาลทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังตอบสนองต่อกระแสความโกรธแค้นของสาธารณชนต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน บรรดาผู้เชี่ยวชาญกลับออกมาเตือนว่า มาตรการกวาดล้างที่รุนแรงอาจถูกใช้เป็นเพียงข้ออ้างสำหรับผู้กุมอำนาจในการลงโทษศัตรูทางการเมือง และปกป้องผลประโยชน์ของพวกพ้องตนเอง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่งานฟอรัมเศรษฐกิจในจาการ์ตา ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) แห่งอินโดนีเซีย ได้หยิบยกวาทกรรมที่คุ้นเคยในภูมิภาคนี้ขึ้นมาอีกครั้ง โดยระบุว่ามีเพียง “รัฐที่เข้มแข็ง” เท่านั้นที่จะสามารถถอนรากถอนโคนการทุจริตได้ พร้อมทั้งวางกรอบให้อำนาจบริหารที่เด็ดขาดเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในการต่อต้านการรับสินบน

“มีบางกลุ่มคอยบ่นและพูดทำนองว่า ‘ปราโบโวเป็นเผด็จการ’” เขากล่าวต่อผู้เข้าร่วมงาน Indonesia Economic Outlook forum ปี 2026 “แต่ถ้าคุณถามประชาชน บางทีเราอาจต้องการความเป็นอำนาจนิยมสักเล็กน้อยเพื่อต่อสู้กับคนโกงเหล่านั้น… การคอร์รัปชันยังคงแพร่กระจายอยู่ทั่วไป เราต้องถอนรากถอนโคนการทุจริตให้หมดไปจากผืนแผ่นดินอินโดนีเซีย”

 คำกล่าวของเขามีขึ้นภายหลังการเผยแพร่ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ล่าสุดโดยโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ซึ่งอินโดนีเซียร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 109 จาก 182 ประเทศ ตกต่ำลงจากปีก่อนหน้าถึง 10 อันดับ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปราโบโวใช้ภาพลักษณ์ความเป็น “บุรุษเหล็ก” ในการต่อต้านการทุจริต และไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาสร้างความไม่พอใจแก่ผู้วิพากษ์วิจารณ์ด้วยการโหยหาอดีตยุคอำนาจนิยมของประเทศ ปราโบโว อดีตนายพลที่เคยถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2024 และตั้งแต่นั้นมา เขามักจะนำเสนอภาพลักษณ์ของอดีตเผด็จการซูฮาร์โต (ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพ่อตาของเขา) ในฐานะวีรบุรุษของชาติ

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลุกฮือต้านโกง

เมื่อฤดูร้อนปีที่ผ่านมา การประท้วงที่นำโดยเยาวชนปะทุขึ้นทั่วอินโดนีเซียเพื่อต่อต้านการทุจริตของรัฐและความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่ง กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าตำรวจตอบโต้อย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตหลายราย และผู้ประท้วงยังเผชิญกับการข่มขู่ทางออนไลน์ นอกจากนี้ การประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชันครั้งใหญ่ยังเกิดขึ้นในฟิลิปปินส์และติมอร์-เลสเตในช่วงเวลาเดียวกัน

อิฮาม โมฮาเหม็ด (Ilham Mohamed) ที่ปรึกษาประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของโปร่งใสนานาชาติ ระบุในแถลงการณ์ว่า “ในหลายประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก ธรรมาภิบาลกำลังถูกกัดกร่อนโดยการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ผู้นำที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ และความไม่โปร่งใสในการระดมทุนทางการเมือง เมื่อคนรุ่นใหม่เรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า ผู้นำต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้เพื่อควบคุมการทุจริตและเสริมสร้างประชาธิปไตย”

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวล่าสุดของปราโบโวได้ปลุกกระแสการถกเถียงเรื่องการรวบอำนาจ โดย ยัสซาร์ เอาเลีย (Yassar Aulia) จากองค์กรตรวจสอบคอร์รัปชันอินโดนีเซีย (ICW) ให้ความเห็นกับจาการ์ตาโพสต์ว่า “การผลักดันต่อต้านการทุจริตที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องใช้สำนวนโวหารบนโพเดียมหรือความเป็นผู้นำแบบอำนาจนิยม” แต่สำหรับชาวอินโดนีเซียจำนวนมาก ท่าทีของปราโบโวกลับดูสมเหตุสมผล โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่าคะแนนนิยมของเขาพุ่งสูงเกือบ 80% ซึ่งหนึ่งในเหตุผลหลักคือภาพลักษณ์การปราบโกงที่เด็ดขาด

สิงคโปร์: ต้นแบบที่ถูกตั้งคำถาม

แม้ประเทศส่วนใหญ่ที่อยู่อันดับต้นๆ ของดัชนี CPI จะเป็นประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมตะวันตก แต่หนึ่งในสามประเทศที่คอร์รัปชันน้อยที่สุดคือสิงคโปร์ นครรัฐที่ร่ำรวยและถูกบริหารจัดการอย่างเข้มงวด สิงคโปร์ถูกจัดอยู่อันดับ “เสรีภาพบางส่วน” (Partly Free) ในดัชนีประชาธิปไตยของ Freedom House แต่สิงคโปร์ได้สร้างชื่อเสียงผ่านการบังคับใช้กฎหมายที่รุนแรง โดยมีสำนักสืบสวนการกระทำทุจริต (CPIB) เป็นหัวหอกและมีบทลงโทษที่หนักหน่วง

นอกจากนี้ รัฐอำนาจนิยมขนาดเล็กอย่างฮ่องกงและบรูไน ก็ได้คะแนนค่อนข้างดีในดัชนีต่อต้านการทุจริต โดยบรูไนซึ่งเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันดับ 31 ของโลก และสูงเป็นอันดับสองในอาเซียน แม้แต่ลาวที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ยังอยู่ในอันดับสูงกว่าไทยและฟิลิปปินส์ที่เป็นประชาธิปไตย ส่วนเวียดนามซึ่งเป็นรัฐพรรคเดียวก็ถูกประเมินว่าคอร์รัปชันน้อยกว่าอินโดนีเซีย

เวียดนามกับการ “กวาดล้าง” ระดับสูง

ตั้งแต่ปี 2016 พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามได้เร่งแคมเปญต่อต้านการทุจริต “เตาหลอมที่ลุกโชน” (Blazing Furnace) ซึ่งส่งผลให้บุคคลระดับสูงร่วงจากตำแหน่งหลายราย รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรี เหงียน ซวน ฟุก และอดีตประธานาธิบดี หวอ วัน เถือง

ในติมอร์-เลสเต การประท้วงของนักศึกษาบีบให้สภายกเลิกแผนเงินบำนาญตลอดชีพของนักการเมือง ส่วนในฟิลิปปินส์ การประท้วงที่รุนแรงปะทุขึ้นจากการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ยักยอกงบประมาณแก้ปัญหาน้ำท่วม แม้ความพยายามถอดถอนประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ จะล้มเหลว แต่รองประธานาธิบดี ซาร่า ดูเตอร์เต กลับถูกสภาล่างยื่นถอดถอนจากการใช้เงินงบประมาณลับและความมั่งคั่งที่อธิบายไม่ได้ ก่อนที่เรื่องจะถูกปัดตกไปในเชิงเทคนิค และขณะนี้เธอกำลังเผชิญกับการยื่นถอดถอนรอบใหม่

รัตนา จูวิตา (Ratna Juwita) อาจารย์จาก Universitas Atma Jaya Yogyakarta ให้ความเห็นว่า “ประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันกลไกต่อต้านการทุจริตที่เข้มแข็ง เพราะสถาบันประชาธิปไตยในรูปแบบทางการบางครั้งสามารถอยู่ร่วมกับเครือข่ายอุปถัมภ์และการยึดครองโดยกลุ่มชนชั้นนำได้”

ทำไมสิงคโปร์ถึงเป็นข้อยกเว้น

สิงคโปร์ถูกมองว่าเป็นกรณีพิเศษ (Outlier) ในฐานะรัฐที่ปกครองโดยพรรคเดียวในทางปฏิบัติ แต่ติดอันดับโลกเรื่องนิติธรรมและความโปร่งใสมาโดยตลอด คำอธิบายส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ขนาดของประเทศที่มีประชากรเพียง 6 ล้านคน ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบและควบคุมวินัยโดยรวม รวมถึงความเป็นผู้นำของ ลี กวน ยู ที่ทำให้รัฐบาลที่สะอาดเป็นรากฐานของความชอบธรรม

อย่างไรก็ตาม โจเซฟ พอซไก (Joseph Pozsgai) ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านคอร์รัปชันจากมหาวิทยาลัยโอซาก้า ระบุว่า ดัชนี CPI ไม่ได้รวมข้อมูลเรื่องการไหลเวียนทางการเงินที่ผิดกฎหมาย การฟอกเงิน หรือการทุจริตในภาคเอกชน และที่สำคัญคือดัชนีนี้สะท้อนมุมมองที่ให้ความสำคัญกับการ “ติดสินบน” มากกว่าการ “ใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบ”

เขาทิ้งท้ายว่า สิงคโปร์อาจดู “สะอาด” จากมุมมองเรื่องการคอร์รัปชันทั่วไป แต่ก็เป็นกรณีที่ชนชั้นนำทางการเมืองสามารถรักษาและเสพสุขจากอำนาจในรูปแบบที่เป็นการ “ละเมิด” ได้อย่างชัดเจนในมุมมองของสิทธิพลเมือง 

นักวิเคราะห์เตือนว่าแม้ระบอบอำนาจนิยมจะสร้างภาพการทำความสะอาดบ้านได้อย่างรวดเร็ว แต่การปราบโกงที่แท้จริงต้องมีศาลที่เป็นอิสระ องค์กรตรวจสอบ และสื่อมหาชนที่มีเสรีภาพ มิเช่นนั้น ผู้ปกครองจะใช้การปราบโกงเป็นเพียงเครื่องมือทำลายคู่แข่งและปกป้องพันธมิตรของตนเองเท่านั้น

IMCT NEWS 26-02-2026

ที่มา https://www.dw.com/en/why-authoritarianism-wont-fix-corruption-in-southeast-asia/a-76090899

ข่าวล่าสุด

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง

ข่าวอื่นๆ

หวัง อี้ พบหารือกับอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน 

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 หวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน พบหารือกับอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ณ กรุงปักกิ่ง อารักชีได้ชี้แจงความคืบหน้าล่าสุดของการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา รวมทั้งข้อพิจารณาในขั้นตอนต่อไปของฝ่ายอิหร่าน โดยระบุว่า...

จีนปั้นโรงกลั่นขนาดใหญ่ ดันไนจีเรียขึ้นแท่นฮับพลังงานแอฟริกา 

พลังขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรมของประเทศจีน กำลังเปลี่ยนสถานะของประเทศไนจีเรีย ให้กลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปสุทธิ (Net exporter)

OPEC+ เพิ่มผลิตน้ำมัน 188,000 บาร์เรล/วัน ประชุมแรกปราศจาก UAE

กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลัก 7 ประเทศ ประกาศว่าจะเพิ่มการผลิตในเดือนมิถุนายน โดยเพิ่มน้อยกว่าการเพิ่มผลิตในเดือนพฤษภาคมที่ 206,000 บาร์เรลต่อวัน