กลางดึกปี 1943 เด็กชายวัย 6 ขวบถูกปลุกขึ้นจากเตียง เขายังงัวเงีย ไม่ทันลืมตาดี เสียงผู้ใหญ่ก็กระซิบใกล้หูว่า “พ่อสิ้นแล้ว… ตอนนี้พระองค์คือกษัตริย์”
คืนนั้นไม่มีพิธี ไม่มีประชาชนโห่ร้อง มีเพียงเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าคำว่า “ตาย” หมายความว่าอะไร
แต่ยุโรปในเวลานั้นกำลังลุกเป็นไฟ สงครามโลกครั้งที่สองกำลังกัดกินทั้งทวีป และจู่ ๆ มงกุฎหนักอึ้งก็ถูกวางลงบนศีรษะเล็ก ๆ ของเขาแล้ว
เด็กคนนั้นคือ ซิเมออนที่ 2 แห่งบัลแกเรีย
สามปีต่อมา ทุกอย่างพังครืนอีกครั้ง
ปี 1946 ระบอบกษัตริย์ถูกยกเลิก คอมมิวนิสต์ขึ้นสู่อำนาจ และราชวงศ์ถูกขับออกนอกประเทศ
เด็กชายวัย 9 ขวบถูกพาขึ้นรถไฟ มุ่งหน้าสู่การลี้ภัย เขามองผ่านหน้าต่าง เห็นแผ่นดินเกิดเลื่อนถอยหลังแล้วหายไป
ชีวิตใหม่เริ่มต้นในต่างแดน เขาเติบโตในสเปน ก่อนจะเข้าเรียนที่โรงเรียนทหารในสหรัฐอเมริกา เขากลายเป็นเพียง “นักเรียนหมายเลข 6883”
ไม่มีใครเรียกเขาว่า “พระองค์” มีเพียงเสียงนกหวีดยามเช้า เตียงสองชั้น และรองเท้าบู๊ตที่ต้องขัดเอง
กว่า 50 ปีในต่างแดน เขาใช้ชีวิตเงียบ ๆ ทำธุรกิจ สร้างครอบครัว เดินอยู่ท่ามกลางผู้คนในฐานะคนธรรมดา
ผู้คนเรียกเขาว่า “กษัตริย์ที่โลกลืม”
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยทำ เขาไม่เคยลงนามสละราชสมบัติ
แม้บัลลังก์จะถูกล้ม เขายังคงถือว่าตนเองคือกษัตริย์โดยชอบธรรม เขาไม่โวยวาย ไม่ปลุกระดม
เขาเพียงแค่รอ
หลังระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลาย ปี 2001 ประตูบัลแกเรียเปิดออกอีกครั้ง
ชายวัย 64 ปี ก้าวลงจากเครื่องบินที่กรุงโซเฟีย แผ่นดินที่เขาจากมาครึ่งศตวรรษยังอยู่ที่เดิม แต่ประเทศไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เขาไม่ได้กลับมาพร้อมกองทัพ ไม่ได้ทวงบัลลังก์คืน เขากลับมาพร้อมสิ่งที่เรียบง่ายกว่านั้นมาก สิ่งนั้นคือ “คะแนนเสียง”
เขาก่อตั้งพรรคการเมืองในชื่อ ขบวนการแห่งชาติเพื่อซิเมออนที่ 2 หรือ NDSV ใช้เวลาหาเสียงเพียงราว 80 วัน เขาไม่ขอความจงรักภักดี ขอเพียงความไว้วางใจ
ผลลัพธ์คือผู้คนนับล้านเทคะแนนให้เขา จนเกิดปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ที่ถูกขนานนามว่า “Simeon Wave” คลื่นที่กวาดการเมืองบัลแกเรียทั้งกระดาน
เด็กชายที่เคยถูกพรากทุกอย่าง กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศเดิม ไม่ใช่ด้วยสายเลือด แต่ด้วยเสียงส่วนใหญ่
ในฐานะผู้นำ เขาไม่ได้ปกครองแบบกษัตริย์ เขาดึงคนรุ่นใหม่ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากโลกตะวันตกเข้ามาบริหารประเทศ ผลักดันการปฏิรูป พาบัลแกเรียเข้าเป็นสมาชิก NATO และปูทางสู่สหภาพยุโรป
มงกุฎที่เคยหายไป ไม่ได้กลับมาบนศีรษะ แต่ความเชื่อมั่นของผู้คนกลับมาอยู่ในมือเขา
ซิเมออนจึงแทบกลายเป็นบุคคลเดียวในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ที่เคยเป็นกษัตริย์ในวัยเด็ก ถูกเนรเทศ แล้วหวนคืนในฐานะผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง
จากกษัตริย์วัย 6 ขวบ
สู่เด็กชายผู้ลี้ภัยวัย 9 ขวบ
และกลับมาอีกครั้งในวัย 64 ปี
บางครั้ง ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การได้บัลลังก์คืน แต่คือการได้ศรัทธาของผู้คนกลับคืนมา
และบางที สิ่งนั้นอาจหนักกว่ามงกุฎเสียอีก
************
อ้างอิงจาก – Britannica (Simeon Saxecoburggotski), Wikipedia
สมเด็จพระเจ้าซาร์ซีเมียนที่ 2 แห่งบัลแกเรีย (หรือ ซีเมียน ซัคเซ-โคบูร์ก-โกทา) ประสูติ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1937
• ช่วงทรงพระเยาว์และลี้ภัย: ขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุ 6 พรรษา หลังการสวรรคตของพระเจ้าบอริสที่ 3 พระราชบิดา แต่ถูกล้มล้างราชบัลลังก์โดยระบอบคอมมิวนิสต์ในปี พ.ศ. 2489 และต้องเสด็จลี้ภัยไปต่างประเทศ
• การกลับสู่การเมือง: หลังจากลี้ภัยนานกว่า 50 ปี ทรงเดินทางกลับบัลแกเรียในปี พ.ศ. 2539 และจัดตั้งพรรคการเมือง “ขบวนการแห่งชาติเพื่อซีเมียนที่ 2” (NMSII) โดยมีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและต่อต้านการคอร์รัปชัน
• นายกรัฐมนตรี: ชนะการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2544 นำพาประเทศเข้าสู่การเป็นสมาชิก NATO ในปี พ.ศ. 2547 และเตรียมความพร้อมสู่การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป
• ชีวิตปัจจุบัน: หลังจากพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2548 ทรงใช้ชีวิตอย่างสงบ โดยยังคงมีความเคลื่อนไหวทางสังคมในบัลแกเรียและยุโรป



