แต่ยิ่งแช่ง มังกรกลับยิ่งทะยานฟ้า!
ช่วงนี้กระแส “จีนถึงจุดสูงสุดแล้ว” (China Peak) กำลังถูกสื่อและนักการเมืองตะวันตกประโคมข่าวกันยกใหญ่ พยายามปั่นกระแสว่ายุคทองของจีนจบลงแล้วเพราะปัญหาประชากรและเศรษฐกิจ… แต่ช้าก่อน ถ้าคุณย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์สักนิด คุณจะพบว่าตะวันตกน่ะ “แช่งจีน” มาจนเหนื่อย และหน้าแหกเย็บไม่ติดมาแล้วอย่างน้อย 5 รอบใหญ่ๆ!
1. ย้อนรอย ‘คำแช่ง’ 5 ยุค: ใครกันแน่ที่พัง?
1.1. ยุคปลาย 80 ถึงต้น 90: “โดมิโนตัวถัดไปคือจีน”
• สถานการณ์: โซเวียตล่มสลาย กำแพงเบอร์ลินพังทลาย โลกคอมมิวนิสต์สายยุโรปพังครืน จีนเองก็เจอวิกฤตเงินเฟ้อหนัก
• คำทำนาย: นักวิชาการชื่อดังอย่าง ฟรานซิส ฟูกูยามะ (Francis Fukuyama) ประกาศว่า “จุดจบของประวัติศาสตร์” มาถึงแล้ว จีนจะเป็นรายต่อไปที่ระบอบล่มสลายตามรัสเซียแน่นอน
• ความจริง: จีนไม่เลือกใช้ “ยาแรง” หรือการปฏิรูปชั่วข้ามคืนแบบโซเวียต แต่ค่อย ๆ ปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง จนกลายเป็นชาติเดียวที่รอดมาได้และเติบโตอย่างก้าวกระโดด
1.2. ยุคปี 1997: “วิกฤตต้มยำกุ้งจะฝังกลบจีน”
• สถานการณ์: วิกฤตการเงินเอเชียระบาดหนัก ส่งออกจีนติดลบ ธนาคารมีหนี้เสียพุ่งสูง
• คำทำนาย: กอร์ดอน จาง (Gordon Chang) ทนายความชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ออกหนังสือชื่อดัง “The Coming Collapse of China (จีนกำลังจะล่มสลาย)” ฟันธงว่าระบบจีนจะล่มสลายภายใน 5 ปี (ปี 2001-2002)
• ความจริง: จีนรักษาสัญญาไม่ลดค่าเงินหยวนเพื่อช่วยเพื่อนบ้านอาเซียน และจัดการหนี้เสียได้สำเร็จ จน 5 ปีให้หลังจีนไม่ได้ล่มสลาย แต่กลับเข้าสู่ #WTO และกลายเป็น “#โรงงานของโลก”
1.3. ยุคปี 2008: “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์คือจุดจบของมังกร”
• สถานการณ์: วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ลามจากอเมริกา กำลังซื้อทั่วโลกวูบ ส่งออกจีนที่เป็นเส้นเลือดใหญ่หยุดชะงัก
• คำทำนาย: ตะวันตกวิจารณ์ว่าโมเดลเศรษฐกิจจีนพึ่งพิงแต่การส่งออก เมื่อโลกไม่ซื้อ จีนก็จบสิ้น เตรียมตัวรับมือกับการจลาจลในประเทศได้เลย
• ความจริง: จีนทุ่มงบประมาณมหาศาลสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก (High-speed rail) พลิกวิกฤตเป็นโอกาส จนกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวเดียวที่ช่วยฉุดเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นคืนชีพ
1.4. ยุคปี 2015: “มณฑลแห่งความเสื่อมถอย”
• สถานการณ์: ตลาดหุ้นจีนผันผวนหนัก เศรษฐกิจเริ่มปรับตัวลดลงจากเลขสองหลักมาเหลือเลขตัวเดียว (New Normal)
• คำทำนาย: เดวิด แชมโบ นักวิชาการสายจีนศึกษา ประกาศว่า “เกมจบแล้ว” จีนกำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของการล่มสลาย (The Endgame has begun) เพราะระบบการเมืองเริ่มตึงเครียดเกินไป
• ความจริง: จีนเปลี่ยนผ่านจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่การเน้น “คุณภาพ” และเทคโนโลยีขั้นสูง เริ่มก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก
1.5. ยุคปัจจุบัน (2020 – 2026): “ทฤษฎีจีนถึงจุดสูงสุด (China Peak)”
• สถานการณ์: หลังโควิด-19 จีนเจอสงครามการค้า ปัญหาสังคมสูงวัย และภาคอสังหาริมทรัพย์สั่นคลอน
• คำทำนาย: นักการเมืองและสื่อตะวันตกแห่ประโคมข่าวว่า “ยุคของจีนจบลงแล้ว” จีนจะไม่สามารถแซงอเมริกาได้อีกต่อไป และความรุ่งเรืองกำลังจะปิดฉากลง
• ความจริง: ในปี 2025-2026 จีนเกินดุลการค้าทุบสถิติโลก 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ และก้าวสู่ผู้นำนวัตกรรม “ยุคที่ 4” ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และนิวเคลียร์ทอเรียม ทิ้งห่างตะวันตกไปอีกก้าว
2. ทำไม ‘คำแช่ง’ ถึงกลายเป็น ‘คำชม’ ในที่สุด?
นักวิชาการตะวันตกมักจะใช้ “ไม้บรรทัดฝรั่ง” มาวัดจีนเสมอ พวกเขาเชื่อว่าถ้าไม่เป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตก ไม่ทำตามตำราฝรั่ง ยังไงก็ต้องพัง… แต่จีนพิสูจน์แล้วว่า “#ไม้บรรทัดนั้นมันเบี้ยว”
• เข้มแข็งด้วยเนื้อใน: จีนมีตลาดในประเทศที่ใหญ่ยักษ์ มีระบบห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรที่สุด และมีคนทำงานที่ขยันระดับโลก
• ความต่างของศรัทธา: ในขณะที่โซเวียตยอมแพ้เพราะสูญเสียศรัทธาในตัวเอง แต่จีนกลับยิ่ง “#มั่นใจในวิถีตัวเอง” (Path Confidence) ยิ่งโดนบีบ ยิ่งโต!
3. ‘ความล้มเหลว’ ที่แท้จริงอยู่ที่ไหน?
สิ่งที่น่าขำที่สุดคือ ประเทศที่ตะวันตกเคยไป “ส่งออกประชาธิปไตย” ให้ ทั้งในยุโรปตะวันออก แอฟริกาเหนือ หรือตะวันออกกลาง… ปัจจุบันกลับไม่มีที่ไหนประสบความสำเร็จจริงจัง ส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การเมืองปั่นป่วน และสังคมไร้ระเบียบ
• กลายเป็นว่า: จีนที่โดนแช่งกลับผงาดขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของโลก ส่วนประเทศที่เชื่อฝรั่งกลับ “พัง” ของจริง
4. ‘จีน’ ไม่ได้จบที่จุดสูงสุด… แต่เพิ่งเริ่ม ‘ยกใหม่’
คำว่า “Peak China” เป็นแค่กลยุทธ์สงครามจิตวิทยาเพื่อบั่นทอนความเชื่อมั่น แต่ความจริงคือ:
• พลังนวัตกรรม: จีนส่งออกรถยนต์เป็นอันดับ 1, มีรถไฟความเร็วสูงยาวที่สุดในโลก, และกำลังสร้าง “#นวัตกรรมใหม่” ที่ฝรั่งยังตามไม่ทัน
• การบริหารจัดการ: จีนเก่งเรื่อง “#จัดการความเสี่ยง” และมองการณ์ไกลเป็นสิบปี ในขณะที่ฝรั่งเปลี่ยนนโยบายทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง
5. ชัยชนะบนกองหนาม: เมื่อมังกรไม่ได้สู้แค่ ‘คำแช่ง’ แต่สู้กับ ‘ความจริง’
เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า จีนในปี 2026 ไม่ได้เดินบนพรมแดงที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ภายในกำแพงเมืองจีนเองก็กำลังเผชิญกับ “บททดสอบมหาหิน” ที่ท้าทายไม่แพ้สงครามการค้า:
• วิกฤตประชากร: อัตราการเกิดที่ต่ำลงและสังคมสูงวัยที่คืบคลานเข้ามา
• โจทย์ใหญ่คนรุ่นใหม่: ปัญหาการว่างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่ที่กดดันให้รัฐบาลต้องเร่งสังคายนาโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่
• การปรับฐานอสังหาริมทรัพย์: ที่ยังคงเป็นบาดแผลที่จีนต้องใช้ความอดทนในการรักษา
แต่จุดที่ทำให้จีนต่างจากโซเวียตคือ “จีนไม่เคยหนีปัญหา” จีนไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนระบอบไปตามคำสั่งใคร แต่แก้ด้วยการ “อัปเกรดนวัตกรรม” จีนเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานราคาถูก มาเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI และพลังงานทอเรียม เพื่อชดเชยกำลังคนที่หายไป นี่คือการแก้ปัญหาแบบ “ปัญญาชนผู้มีรากเหง้า” ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบ “คนสิ้นคิด”
บทสรุป: หมาเห่าใบตองแห้ง แต่มังกรยังคงเดินหน้า
ประวัติศาสตร์ 75 ปีของ #สาธารณรัฐประชาชนจีน คือประวัติศาสตร์แห่งการ “พิสูจน์ว่าคำแช่งของตะวันตกนั้นผิด” มาโดยตลอด
1. คนแช่งหน้าแหก: ฟูกูยามะต้องแก้ตำรา กอร์ดอน จาง กลายเป็นตัวตลกประวัติศาสตร์
2. อาวุธลับคือ ‘ความอึด’: จีนไม่ได้เก่งเพราะโชคช่วย แต่เก่งเพราะวางแผนยาว (Long-termism) และไม่ทิ้งรากเหง้าตัวเอง
3. บทเรียนถึงโลก: อย่ามองโลกผ่านเลนส์ตะวันตกเพียงอย่างเดียว เพราะโลกใบนี้กว้างใหญ่กว่าห้องประชุมในวอชิงตันมากนัก
“จีนไม่ได้ล่มสลายเพราะคำแช่ง และจะไม่หยุดรุ่งเรืองเพราะคำสบประมาท… ตราบใดที่คนจีนยังเชื่อมั่นในตัวเอง ‘ยอดเขา’ ของจีนก็ยังอยู่อีกไกล!”
#ChinaFocus # ChinaPeak #วิกฤตต้มยำกุ้ง #วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์



