แต่ยังไม่ใกล้ข้อตกลงจริง ยันไม่เลิกเสริมยูเรเนียม ไม่คุยขีปนาวุธ
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า อิหร่านประเมินว่า การเจรจานิวเคลียร์กับสหรัฐฯ รอบล่าสุดที่นครเจนีวา “คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ” หลังสองฝ่ายสามารถตกลงร่วมกันในกรอบ “หลักการชี้นำ” สำหรับเดินหน้าจัดทำร่างข้อตกลง แม้เตือนว่ายังไม่ถึงขั้นใกล้บรรลุดีลเต็มรูปแบบ
ขณะที่เตหะรานย้ำชัดว่า จะหารือเฉพาะประเด็นโครงการนิวเคลียร์แลกกับการผ่อนคลายคว่ำบาตร ไม่แตะเรื่องขีปนาวุธและไม่ยอมเลิกเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
นายอับบาส อารัคชี (Abbas Araqchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. ว่า อิหร่านและสหรัฐฯ สามารถบรรลุ “ความเข้าใจร่วม” ในระดับ “หลักการชี้นำ” (guiding principles) บางประการจากการเจรจาที่นครเจนีวา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อพิพาทด้านนิวเคลียร์ที่ยืดเยื้อมายาวนาน แต่ย้ำว่าความคืบหน้าดังกล่าวยังไม่หมายถึงการบรรลุข้อตกลงในเร็ววัน
คำให้สัมภาษณ์ของ อับบาส อารัคชี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าปรับตัวลง โดยสัญญา Brent ร่วงมากกว่าร้อยละ 1 เนื่องจากนักลงทุนมองว่าความเสี่ยงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะบานปลายเป็นความขัดแย้งทางทหารลดลงชั่วคราว ภายหลังสหรัฐฯ ส่งกำลังรบทางอากาศและทางทะเลเข้าสู่ภูมิภาคเพื่อกดดันให้เตหะรานยอมอ่อนข้อในการเจรจา
อับบาส อารัคชี กล่าวกับสื่ออิหร่านหลังเสร็จสิ้นการเจรจาว่า “มีข้อเสนอหลายแนวทางถูกหยิบยกขึ้นมา และข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการหารืออย่างจริงจัง สุดท้ายแล้ว เราสามารถบรรลุข้อตกลงทั่วไปในหลักการชี้นำบางประการ ซึ่งจะเป็นกรอบให้เราขยับต่อไปข้างหน้า”
เจรจาโดยอ้อม มีโอมานเป็นตัวกลาง ทั้งสองฝ่ายมี “ขั้นตอนถัดไปชัดเจน”
การเจรจาในเจนีวารอบนี้เป็นการหารือ “โดยอ้อม” ระหว่างคณะผู้แทนของสหรัฐฯ กับฝ่ายอิหร่าน ฝ่ายสหรัฐฯ นำโดยทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านนำโดย อับบาส อารัคชี โดยทั้งสองฝ่ายไม่ได้พบเจรจาเผชิญหน้า หากแต่ใช้โอมานเป็น “คนกลาง” ถ่ายโอนสารระหว่างกัน
ทำเนียบขาวปฏิเสธให้ความเห็นต่อคำถามทางอีเมลเกี่ยวกับเนื้อหาของการเจรจา
บาดร์ อัลบูไซดี (Badr al Busaidi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า แม้จะยังมี “งานอีกมากที่ต้องทำ” แต่อิหร่านและสหรัฐฯ ต่างออกจากโต๊ะเจรจาพร้อม “ขั้นตอนถัดไปที่ชัดเจน” สำหรับทั้งสองฝ่าย
ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐอิหร่านรายงานว่า ในช่วงที่มีการเจรจา อิหร่านจะปิดบางส่วนของช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ชั่วคราวด้วยเหตุผลด้าน “มาตรการความปลอดภัย” ระหว่างที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps – IRGC) จัดการซ้อมรบทางทะเลในพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคมทางน้ำสำคัญที่สุดของโลกสำหรับการขนส่งน้ำมันดิบ
อิหร่านเคยขู่ในอดีตว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อการเดินเรือพาณิชย์ หากถูกโจมตีจากต่างชาติ การปิดเส้นทางดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบอาจกระทบการลำเลียงน้ำมันราวหนึ่งในห้าของปริมาณโลก และดันราคาน้ำมันขึ้นอย่างรุนแรง
ตอบโต้คำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ของ ทรัมป์ ที่ระบุว่า “การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน” อาจเป็น “ทางออกที่ดีที่สุด” อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดวัย 86 ปีของอิหร่าน เตือนว่าความพยายามใดๆ ของสหรัฐฯ ที่จะโค่นรัฐบาลอิสลามในเตหะรานจะล้มเหลว
คาเมนีกล่าวว่า “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่ากองทัพของพวกเขาแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่อีกด้านหนึ่ง กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกก็อาจถูกตบได้แรงขนาดที่ลุกไม่ขึ้นเช่นกัน” ตามรายงานของสื่ออิหร่าน
“หน้าต่างโอกาสใหม่” แต่เส้นแดงชัด: คุยนิวเคลียร์แลกคว่ำบาตร ไม่แตะขีปนาวุธ
หลังปิดห้องเจรจา อับบาส อารัคชี กล่าวในที่ประชุม Conference on Disarmament ในนครเจนีวาว่า การพูดคุยครั้งนี้ได้เปิด “หน้าต่างโอกาสใหม่” และเขาหวังว่ากระบวนการดังกล่าวจะนำไปสู่คำตอบที่ “ยั่งยืน” ซึ่งรับรอง “สิทธิอันชอบธรรมของอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ”
ก่อนหน้าการหารือ ทรัมป์ระบุว่า ตัวเขาเองจะมีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจา “ทางอ้อม” และเชื่อว่าเตหะรานต้องการบรรลุข้อตกลง “ผมคิดว่าพวกเขาไม่ต้องการเห็นผลลัพธ์ของการไม่ทำข้อตกลง” เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน Air Force One พร้อมเสริมว่า “เราอาจมีข้อตกลงได้ตั้งแต่แรก แทนที่จะต้องส่ง B 2 เข้าไปทำลายขีดความสามารถนิวเคลียร์ของพวกเขา แต่สุดท้ายเราก็ต้องส่ง B 2 เข้าไป”
สหรัฐฯ เข้าร่วมกับอิสราเอลเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อนในการทิ้งระเบิดใส่สถานที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน วอชิงตันและเทลอาวีฟเชื่อว่าเตหะรานมีเป้าหมายพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่อาจคุกคามการดำรงอยู่ของอิสราเอล ขณะที่อิหร่านยืนยันว่ากิจกรรมด้านนิวเคลียร์ของตนมีจุดประสงค์เพื่อสันติและการผลิตพลังงานเท่านั้น แม้จะเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินระดับที่จำเป็นต่อการผลิตไฟฟ้าและเข้าใกล้ระดับที่ใช้ในอาวุธก็ตาม
หลังการโจมตี รัฐบาลอิสลามในเตหะรานต้องเผชิญแรงกดดันภายในจากการประท้วงในวงกว้าง ซึ่งถูกปราบปรามอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตนับพัน ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากวิกฤตค่าครองชีพที่เลวร้ายลงจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่บีบรายได้จากน้ำมันของอิหร่านอย่างหนัก
วอชิงตันพยายามขยายกรอบการเจรจาให้ครอบคลุมประเด็นนอกเหนือจากนิวเคลียร์ เช่น คลังขีปนาวุธของอิหร่าน แต่เตหะรานยืนยันว่า พร้อมหารือเฉพาะมาตรการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของตนเท่านั้น โดยต้องแลกกับการยกเลิกหรือผ่อนคลายคว่ำบาตร และจะไม่ยอมเลิกเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง
คาเมนีย้ำอีกครั้งว่าคลังขีปนาวุธของอิหร่าน “ไม่อยู่ในกรอบการเจรจา” และประเภทหรือพิสัยของขีปนาวุธ “ไม่ใช่เรื่องของสหรัฐฯ”
เจ้าหน้าที่อิหร่านระดับสูงรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ความสำเร็จของการเจรจาในเจนีวาจะขึ้นอยู่กับการที่สหรัฐฯ “ไม่เสนอข้อเรียกร้องที่เกินจริง” และต้องแสดงความจริงใจในการยกเลิกหรือผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจอิหร่าน
จากการหยุดชะงักเพราะระเบิด สู่การกลับมาเจรจา
แต่เดิม อิหร่านและสหรัฐฯ มีกำหนดจัดการเจรจารอบที่ 6 เมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน แต่กระบวนการดังกล่าวต้องหยุดชะงัก เมื่ออิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเป็นเวลา 12 วัน ก่อนที่เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B 2 ของสหรัฐฯ จะเข้าร่วมโจมตีเป้าหมายด้านนิวเคลียร์โดยตรง
หลังจากนั้น เตหะรานประกาศระงับกิจกรรมเสริมสมรรถนะยูเรเนียมไว้ชั่วคราว
อิหร่านเป็นภาคีสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non Proliferation Treaty – NPT) ซึ่งรับประกันสิทธิของรัฐสมาชิกในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ด้านพลเรือน แลกกับการสละสิทธิในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์และยอมรับการตรวจสอบจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency – IAEA)
ในทางตรงกันข้าม อิสราเอล ซึ่งไม่ได้ลงนามใน NPT ยังคงใช้นโยบาย “ความกำกวมทางนิวเคลียร์” (nuclear ambiguity) มาอย่างยาวนาน โดยไม่เคยยืนยันหรือปฏิเสธการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แม้นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเชื่อว่าอิสราเอลมีคลังอาวุธนิวเคลียร์อยู่จริง
IMCT NEWS 18-02-2026



