บางที่บางแห่งในโลก ซ่อนความจริงที่คุณไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่..
คุณเชื่อไหม…ว่ามีวัดทั้งวัดที่เคยหายสาบสูญไปในป่าเป็นร้อยปี
ก่อนจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง…ให้คนทั้งโลกได้เห็น

หมอกยามเช้า คลี่ตัวช้า ๆ คลุมมหาเจดีย์หินสีเทาเข้ม
เสียงนกป่า ขับขานปนกับลมอุ่นจากภูเขาไฟเมราปิ Merapi Volcano
ระฆังสถูปกว่า 500 องค์ ตั้งเรียงเป็นชั้น ๆ
เหมือนขั้นบันไดสู่สวรรค์…..
ที่รอให้คุณปีนขึ้นไปแตะขอบฟ้า
กลิ่นหญ้าพลิ่วย้วยน้ำค้างและดินชื้น
ผสมกลิ่นธูปจากลานพิธี
ตะวันทอแสงแรกของวัน กระทบพระพุทธรูปนับร้อย
จนเหมือนโลกทั้งใบหยุดหายใจ

นักท่องเที่ยวปีละกว่า 1 ล้านคน แห่ชมพระอาทิตย์ขึ้นช่วงเช้า
วันหยุดรถติดและคนหนาแน่น แต่ถ้าเลือกทัวร์ตีสี่หรือพักใกล้วัด
จะได้ ภาพสวยและเงียบสงบ เหมือนมีวัดทั้งวัดเป็นของคุณคนเดียว
เชื่อไหม …และบางครั้งก็เจอลิงป่าวิ่งเล่นรอบระเบียง
สนุกแต่ต้องระวังของมีค่า เหมือนอย่างพบเจอที่ลพบุรี และหัวหิน
คุณอยากไปอีกไหม….ตามผมมา..!!
บินตรงจาก สุวรรณภูมิ ไปสนามบินนานาชาติ Yogyakarta ใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมง
ออกจากเครื่อง นั่งรถต่อสักชั่วโมงเศษ ๆ ก็ถึง บุโรพุทโธ Borobudur Temple
เลือกได้ทั้ง แท็กซี่สนามบิน 300,000-400,000 IDR 7-800 บาท
หรือรถเช่า สัก 6-700 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท 460-470 รูเปียห์ (IDR)
ไปเมืองแขกต้นตำหรีบความอร่อยอย่างสากล ต้องลอง“อาหารท้องถิ่น กินง่าย จ่ายไม่แพง”
ตามสไตล์ Chaita BKK

ข้าวเม็ดใหญ่ราดแกงขนุนอ่อน Gudeg กินกับไก่ตุ๋นแบบอินโด
หรือสะเต๊ะไก่ Sate Ayam เป็นไก่หมักเครื่องเทศย่าง เสิร์ฟกับซอสถั่วเข้มข้น
จากนั้นจิบชาร้อนสมุนไพร เวดัง อูวู Wedang Uwuh ใส่ใบอบเชย กานพลู ขิง ซึมซาบทั่งกายาทันที
ลองสักนิด เขาเรียกว่า “บักเปีย” Bakpia Pathok ขนมถั่วกวนสอดไส้แป้งอบ
เห็นคนไทยหิ้วกลับมาเยอะ
ปุโรพุทโธ คือวัดพุทธแบบมหาสถูปใหญ่ที่สุดในโลก
สร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ 8-9 โดยราชวงศ์ไซเลนดรา
ใช้หินภูเขาไฟกว่า 2 ล้านก้อน วางซ้อนเป็นชั้น 9 จนกลายเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์จำลอง
ครั้งน้้น…หายไปจากสายตามนุษย์กว่า 700 ปี
ถูกปกคลุมด้วยดิน ภูเขาไฟ และป่าดงดิบ
จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็น “ภูเขาต้องสาป”
ครั้นเมื่อปี 1814 เซอร์โธมัส แรฟเฟิลส์ Sir Thomas Raffles ส่งทีมไปขุดและพบเจดีย์
ซ่อนอยู่ใต้ตะไคร่น้ำและดินหนาทับถม
จากนั้นก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่หลังไหลจากทุกมุมโลก
ทุกปีนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญจากทั่วโลกมาชมพระอาทิตย์ขึ้น
และยังมีตำนานเล่าขานว่า
ใครได้สัมผัสมือพระพุทธรูป ที่ซ่อนอยู่ในสถูป
จะสมหวังในความรักและความปรารถนา
แต่คุณรู้ไหม…!!
ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เห็นความมหัศจรรย์เต็มตา
บางวันหมอกหนาปกคลุมเจดีย์จนแทบไม่เห็นอะไรเลย
เสียงลมพัดผ่านระฆังหิน ชาวบ้านเชื่อว่าเป็น เสียงพระพุทธรูปที่ขยับตัวเอง
เดินตามระเบียงแกะสลักในตอนเช้า จะเห็น ลวดลายเหมือนเปลี่ยนรูปตามแสงและเงา
ข้อเท็จจริงลึกลับที่นักท่องเที่ยวยังสงสัย
กับโครงสร้างหลายส่วนของวัด
โดยเฉพาะสถูป 72 องค์ด้านบน
ถูกเรียงแบบ เที่ยงตรงเกินเครื่องมือในยุคนั้น
ชนิดที่นักโบราณคดีปัจจุบันยังตอบไม่ได้ว่า
ใคร “คำนวณวิศวกรรม” ให้มันสอดรับกับระบบดาราศาสตร์ได้ขนาดนี้
และยิ่งประหลาดกว่า….
ช่วงเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
วัดทั้งวัดเหมือน “ปรากฏขึ้น”
จากหมอกทีละชั้น
ราวกับมีใครตั้งเวลาไว้ให้มันตื่นพร้อมแสงแรกของวัน
เหตุการณ์จริงที่เล่าขานมานาน
ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวบางคนบอกตรงกันว่า
ได้ยินเสียง “กระทบโลหะเบา ๆ”
คล้ายเสียงลั่นของสถูป ขณะหมอกค่อย ๆ เปิด
ทั้งที่สถานที่แห่งนี้…
ไม่ได้มีระฆัง หรือโลหะใด ๆ อยู่เลย
ชาวชวาเก่าบอกว่า
“นั่นเป็นเสียงของวัดที่กำลังหายใจ”
เพราะวัดนี้ไม่เคยหลับจริง ๆ
มันเพียงเฝ้ารอวันที่หมอกจะเปิดทางให้เท่านั้น
และยังมีอีกความลับ…!
เจดีย์บางองค์เอียงเล็กน้อย
เมื่อแสงพระอาทิตย์สาดกระทบ จะเกิด เงาเหมือน
พระพุทธรูปเคลื่อนไหว
ใครได้เห็นทั้งสองปรากฏการณ์พร้อมกัน
จะรู้สึกเหมือนมีใคร จับตามองและคอยเฝ้าสถานที่
ความรู้สึกนี้ทั้งขลัง ทั้งระทึกขวัญ และทำให้ชีวิตคุณ…ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หลายคนคิดว่าวัดนี้ “หายไปเพราะถูกปิดบังโดยธรรมชาติ”
แต่ข้อมูลด้านภูเขาไฟล่าสุดกลับชี้ว่า…
พื้นที่ใต้โบโรบูดูร์ยังคุกรุ่น

และยังมีโพรงความร้อนจำนวนมากที่ไม่ทราบขนาดจริง
วัดนี้อาจไม่เคยถูกซ่อน…
แต่อาจเป็นวัดที่ “ยังมีชีวิตของตัวเอง”
ขึ้นหรือลงหรือโผล่หรือหาย ตามลมหายใจของภูเขาไฟเมราปิมาตลอดหลายศตวรรษ
และที่น่าสนใจคือ
นักธรณีวิทยาบางท่านบอกว่า
รูปทรงชั้น 9 ของวัด
คล้าย “เครื่องหมาย” บางอย่าง…
มากกว่าจะเป็นเพียงงานศิลปะ
มันทำให้คนเชื่อว่า
ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นให้คนดู
แต่ถูกสร้างขึ้นให้ “บางสิ่ง” มองเห็นจากเบื้องบน
แล้วคุณล่ะ…กล้าตื่นตีสี่ ไปยืนตรงนั้นคนเดียว
ในวินาทีที่วัดทั้งวัดเริ่ม “หายใจ” ครั้งแรกของวันไหม?
คุณกำลังคิดอะไรอยู่….!



