หน้าแรกวัฒนธรรม ชีวิตกรมศิลปากรเปิดม่านโรงละครแห่งชาติ หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่

กรมศิลปากรเปิดม่านโรงละครแห่งชาติ หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่

เผยแพร่

spot_img

โรงละครแห่งชาติ ได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2508 ปัจจุบันโรงละครแห่งชาติอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นสถานที่สนับสนุนสำหรับจัดการแสดงและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้แก่กรมศิลปากร หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา และบุคคลทั่วไปทั้งในระดับชาติและนานาชาติ มาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 60 ปี และได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมให้ทันสมัยมาแล้วหลายครั้ง จนมาในปีพุทธศักราช 2565 กรมศิลปากรจึงได้จัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง การพัฒนาปรับปรุงโรงละครแห่งชาติในครั้งนี้ ได้เสริมความแข็งแรงของเวทีการแสดง รวมทั้งติดตั้งลิฟต์เวทีสำหรับการแสดง ระบบงานวิศวกรรมไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ มีการวางระบบพื้นฐาน การควบคุมแบบศูนย์กลางด้วยคอมพิวเตอร์ที่เป็นมาตรฐานสากล ติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ มีห้องควบคุมระบบความปลอดภัย ระบบไฟฟ้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาคารใหม่ที่เปลี่ยนไป, ระบบวิศวกรรมสุขาภิบาล มีการปรับปรุงทั้งระบบในภาพรวมให้มีระบบบําบัดตามมาตรฐานกฎหมายปัจจุบัน, ระบบแสงเสียง ภาพ ระบบเครื่องกลประกอบการแสดง มีการปรับปรุงในด้านระบบเสียง โดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถรองรับการปรับเปลี่ยนค่าสวนศาสตร์ (Acoustic) สำหรับการแสดงแต่ละประเภทได้ 

         สำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อให้โรงละครแห่งชาติมีคุณภาพทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ในมาตรฐานของยุโรปที่นิยมใช้กันในโรงละครชั้นนำทั่วโลกมีจุดสำคัญ ดังนี้

         ๑) ปรับปรุงระบบเสียงเป็น AFC (Active Field Control) โดยโรงละครแห่งชาติเป็นที่แรกในประเทศไทย     ที่ติดตั้งระบบนี้ ซึ่งระบบเสียงแบบ AFC (Active Field Control) ช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียงในโรงละครแห่งชาติให้ผู้ชมได้ยินเสียงไพเราะชัดเจนเท่ากันในทุกที่นั่ง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้าน AFC (Active Field Control) จากประเทศญี่ปุ่นช่วยปรับแต่งระบบเสียง

         ๒) ปรับปรุงระบบเครื่องกลพิเศษ  ได้แก่ บาร์แขวนฉาก บาร์ไฟและลิฟต์เวทีสำหรับการแสดงจากระบบเดิมที่ใช้การถ่วงน้ำหนักโดยใช้คนชักรอกขึ้นลงเป็นระบบไฟฟ้าที่ควบคุมด้วยระบบดิจิทัล (Digital)

         ๓) ปรับปรุงระบบแสง โดยเปลี่ยนไฟสำหรับเวทีการแสดงเป็นระบบดิจิทัล (Digital) และใช้หลอดไฟ LED (Light Emitting Diode) ทั้งหมด ซึ่งระบบนี้มีส่วนช่วยในการประหยัดไฟและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน  นอกจากนี้โคมไฟ ๑ โคม ยังสามารถทำงานได้หลากหลายยิ่งขึ้น

๔) ปรับปรุงระบบการฉายภาพโปรเจคเตอร์ (Projector) จากเดิมที่มีเพียงแบบฉายภาพจากด้านหน้า ให้สามารถฉายภาพจากด้านหลังได้ด้วย ส่งผลให้ฉากในการแสดงดูมีมิติและเพิ่มอรรถรสในการชมได้ดีมากยิ่งขึ้น

ข่าวล่าสุด

“ปลาร้าหมื่นล้าน” ไม่ใช่อาชญากร !   เมื่อพบ“พยาธิใบไม้ตับ มมส.”  

กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาแถลงชี้แจงเพื่อลดความตื่นตระหนกว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง "ผลคัดกรองเบื้องต้น" จากชุดตรวจปัสสาวะวิธีใหม่ที่มีความไวสูง (Urine Antigen Test)

อาบป่าฮีลใจ ให้ธรรมชาตินำทางสู่การฟื้นฟู

"อาบป่า" (Forest Bathing) การใช้เวลาในธรรมชาติอย่างมีสติ เพื่อเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ช่วยผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ลดความเครียด และชาร์จพลังชีวิต

 รัฐให้ ข้าราชการ “หัวโต-ตัวลีบ“ เออลี่-รีไทร์  กับดักงบประจำ 70% ที่แก้ไม่ตก หากไม่ยอมปรับลดตำแหน่งบริหารซ้ำซ้อน

นโยบายเร่งรัด “เออลี่รีไทร์” ข้าราชการภายในปีงบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ถูกส่งสัญญาณออกมาในฐานะมาตรการสำคัญเพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการคลัง หลังพบว่างบรายจ่ายประจำในส่วนของเงินเดือน สวัสดิการ และบำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของงบรายจ่ายประจำทั้งหมด

“โมเดล-ขนมชั้น” สุขภาพคนไทยไม่เท่าเทียม ?   Medical Hub ความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวด

ระบบสาธารณสุขไทยกลายสภาพเป็น “โมเดลขนมชั้น” ที่แบ่งแยกชนชั้นและทอดทิ้งประชาชนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง ความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุนสุขภาพ (บัตรทอง-ประกันสังคม-ข้าราชการ)

ข่าวอื่นๆ

ดูหนัง ฟังเพลง (ตอนที่ 1)  My Fair Lady : เมื่อหนังเพลงพาเราย้อนมองโลกยุคจักรวรรดินิยม

หนังเพลงคลาสสิกเรื่อง My Fair Lady ไม่ได้เล่าเพียงเรื่องความรักของหญิงขายดอกไม้กับสุภาพบุรุษผู้ดีอังกฤษ แต่กำลังตั้งคำถามสำคัญว่า “มนุษย์มีคุณค่าเพราะกำเนิด หรือเพราะโอกาสที่ได้รับ”

 Time  ยกย่อง จีโน นักกอลฟ สาวไทยเป็นยอดนักกีฬา

นักกีฬาไทยคนหนึ่งได้รับเลือกจาก TIME ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการกีฬาโลก จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

กรุงเทพมหานครคว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia) 

ผลการประกาศรางวัล Readers' Choice Awards 2026 โดยนิตยสาร DestinAsianซึ่งสามารถเอาชนะเมืองท่องเที่ยวชั้นนำอย่างโตเกียว (อันดับ 2) และสิงคโปร์ (อันดับ 3) ได้สำเร็จ