หน้าแรกวัฒนธรรม ชีวิตศิลปะสร้างโลกที่เท่าเทียม: บทเรียนจากสหราชอาณาจักรสู่ก้าวที่กล้าของ Inclusive Art ในไทย

ศิลปะสร้างโลกที่เท่าเทียม: บทเรียนจากสหราชอาณาจักรสู่ก้าวที่กล้าของ Inclusive Art ในไทย

เผยแพร่

spot_img

งานเสวนา “Inclusive Art ในสหราชอาณาจักรและประเทศไทย”

ในโลกของการแสดง เรามักชินชากับภาพความสมบูรณ์แบบของนักเตะที่ร่างกายแข็งแรงหรือนักแสดงที่มีทักษะการพูดเป็นเลิศ แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ ในสังคมที่มีความหลากหลาย “ศิลปะ” มักถูกจำกัดไว้ให้เพียงคนบางกลุ่มเท่านั้น งานเสวนา “Inclusive Art ในสหราชอาณาจักรและประเทศไทย” ที่จัดขึ้นล่าสุด ได้เปิดมุมมองใหม่ที่สั่นสะเทือนวงการศิลปะไทย ด้วยการตั้งคำถามว่า “เราจะสร้างศิลปะเพื่อทุกคน (Inclusive Art) ได้อย่างไร?”            

โดยมีดร.พัชรวีร์  ตันประวัติ – หัวหน้าฝ่ายศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ บริติช เคานซิล ประเทศไทย  เป็นผู้ดำเนินรายการ ผู้ร่วมเสวนา  คุณออร์แกน – สุรัญญา บุญญาพิทักษ์ Executive Producer เทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชนกรุงเทพฯ และ

คุณเกี้ยว – ประคำกรอง พงษ์ไพบูลย์ จากมูลนิธิ ผู้ก่อตั้ง Bangkok Art City  ภัณฑารักษ์ มูลนิธิเดอะเรนโบว์รูม มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่เปลี่ยนทัศนคติจากการ “สงเคราะห์” สู่การ “สร้างมืออาชีพ”

แรงบันดาลใจจากดินแดนต้นแบบ

จุดเริ่มต้นของความเคลื่อนไหวนี้ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นดินแดนที่ศิลปะเพื่อความหลากหลายฝังรากลึก คุณออร์แกนเล่าถึงภาพเหตุการณ์ในเทศกาลละครที่สกอตแลนด์ เมื่อเด็กพิการบนรถเข็นยกมือถามคำถามศิลปินด้วยความมั่นใจท่ามกลางเด็กทั่วไป ภาพนี้สะท้อนว่าสังคมที่นั่นมองความพิการเป็นเพียง “ความหลากหลายหนึ่ง” ไม่ใช่ข้อจำกัด

อังกฤษและสกอตแลนด์มีคณะละครที่ทำงานร่วมกับผู้พิการในฐานะ “ศิลปินมืออาชีพ” (Professional Performers) ไม่ใช่แค่การแสดงเพื่อบำบัดหรือการกุศล ตัวอย่างเช่น คณะ Indepen-dance 4 ที่มีแดนเซอร์เป็นดาวน์ซินโดรม ซึ่งเต้นและทำงานศิลปะเป็นอาชีพหลัก สิ่งนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเทศกาล BICT Fest (เทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชนกรุงเทพฯ) เพื่อสร้างพื้นที่ที่เด็กทุกคน ไม่ว่าจะมีความบกพร่องด้านใด สามารถเข้ามาเรียนรู้และอยู่ร่วมกันได้ผ่านศิลปะการแสดง


 จากความไม่คุ้นชินสู่พื้นที่ปลอดภัย

ในประเทศไทย ศิลปะแบบ Inclusive ยังถือเป็นเรื่องใหม่และมีขนาดเล็กมาก ปัญหาหลักไม่ใช่เพียงแค่การขาดงบประมาณ แต่คือการที่สังคมไทยยังขาดความคุ้นเคยกับการแชร์พื้นที่ร่วมกับผู้มีความหลากหลาย งานเสวนาเผยให้เห็นว่า การจะสร้างงานศิลปะเพื่อทุกคนต้องเริ่มจากการ “กดสวิตช์” เปลี่ยนทัศนคติของคนทำงานเองก่อน

  • Inclusive Workshop: มีการจัดอบรมให้ทีมงานและศิลปินเรียนรู้วิธีสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” เช่น การเตรียมมุมสงบ (Quiet Corner) สำหรับผู้ที่เหนื่อยง่าย หรือการตกลงกติกาการสื่อสารร่วมกัน
  • การมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น: บทเรียนสำคัญจากการเวิร์กชอปคือ “หากจะสร้างงานเพื่อใคร ต้องให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคิดตั้งแต่เริ่มแรก” ไม่ใช่คิดแทนเขา
  • สร้างแรงบันดาลใจสู่อาชีพ: เมื่อมีการนำการแสดงจากต่างประเทศที่มีแดนเซอร์หูหนวกหรือแดนเซอร์บนวีลแชร์มาแสดงในไทย นักศึกษาผู้พิการที่เข้าชมต่างรู้สึก “สะเทือนใจและมีความหวัง” เพราะเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าความพิการจะสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพหรือ “Career” ได้จริง
  • จากเนื้อหาเสวนาข้างต้น สรุปประเด็นสำคัญได้ 3 ประการดังนี้:
  • 1. เปลี่ยนจาก “Charity” เป็น “Professionalism”
  • หัวใจสำคัญของ Inclusive Art คือการทำลายกำแพงแห่งความสงสาร สังคมไทยมักมองการแสดงของผู้พิการผ่านเลนส์ของการบริจาคหรือการช่วยเหลือ แต่บทเรียนจากอังกฤษสอนเราว่า ศิลปะคือ “ความเท่าเทียม” ผู้พิการสามารถฝึกฝนจนเป็นมืออาชีพที่มีมาตรฐานสูงได้ หากรัฐและผู้จัดงานให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสที่เท่าเทียม
  • 2. ศิลปะคือเครื่องมือพัฒนาเมืองและพลเมือง
  • การที่ BICT Fest เน้นกลุ่มเด็กและเยาวชนถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบแหลม เพราะการให้เด็กได้เห็นความหลากหลายในโรงละครตั้งแต่ยังเล็ก จะช่วยปลูกฝังการยอมรับความแตกต่าง (Empathy) ให้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยลดการกลั่นแกล้ง (Bullying) และการแบ่งแยกในสังคมระยะยาว
  • 3. ความท้าทายด้านการออกแบบกระบวนการ
  • ความท้าทายใหญ่ของไทยคือ “ความใหม่” ของคนทำงาน ศิลปินไทยจำนวนมากอยากทำศิลปะเพื่อสังคมแต่อาจขาดทักษะในการจัดการกับความต้องการที่หลากหลาย (เช่น การอธิบายภาพด้วยเสียงสำหรับคนตาบอด หรือการใช้ Motion Graphic ช่วยสื่อสารความรู้สึกแทนคำพูดสำหรับคนหูหนวก) ดังนั้น การร่วมมือกับองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่าง The Rainbow Room จึงเป็นโมเดลที่ควรสนับสนุน

บทสรุป

  • ศิลปะเพื่อทุกคนไม่ใช่เรื่องของการ “เพิ่มพื้นที่ให้คนพิการ” เท่านั้น แต่คือการทำให้สังคมตระหนักว่า “มนุษย์ทุกคนมีความหลากหลายเป็นพื้นฐาน” หากเราสร้างพื้นที่ที่รองรับความแตกต่างที่สุดได้ พื้นที่นั้นย่อมกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะ “กดสวิตช์” เปิดไฟให้สว่างไสวบนเวทีศิลปะที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ในความมืดอีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

ครม.ไฟเขึยว  คุ้มครองผู้บริโภค ซื้อออนไลน์คืนสินค้าได้

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ยกระดับสิทธิผู้ซื้อ กำหนดมาตรฐานการรับผิดชอบผู้ขายชัดเจนขึ้น (16 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. .......

เตือนภัย พลิกโลก  เอลนีโญมาแล้ว !

ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ได้ก่อตัวขึ้นแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้ชัดว่า มีแนวโน้มทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และอาจกลายเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี

เหมือนเกมไต่ลวดสลิงเมืองคาซาน

การเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีการเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย

ข่าวอื่นๆ

กรุงเทพมหานครคว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia) 

ผลการประกาศรางวัล Readers' Choice Awards 2026 โดยนิตยสาร DestinAsianซึ่งสามารถเอาชนะเมืองท่องเที่ยวชั้นนำอย่างโตเกียว (อันดับ 2) และสิงคโปร์ (อันดับ 3) ได้สำเร็จ

Thailand Travel Mart Plus 2026 in Chonburi.

The strong international response to TTM+ 2026 sends a clear signal of confidence in Thailand as a world-class tourism destination.

“A Spectacular Convergence of Faith and Culture: Wat Sarod Celebrates New Preceptor”

"Bangkok’s historic Wat Sarod, located in the Rat Burana District, is set to host an extraordinary cultural and religious milestone on May 30, 2026.