บ่ายวันนี้ บนถนนหนทาง……แดดจัด….!
อากาศภายในห้างสรรพสินค้าเย็นฉ่ำ ตัดกับความพลุกพล่านของฝูงชนที่ส่งเสียงจ้อกแจ้กสลับกับเสียงรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อน
เขาเหลียวไปรอบ ๆ พลางเหลือบมองนาฬิกาที่ยังเหลือเวลาอีกสักพักก่อนพบผู้ใหญ่ในธุระสำคัญ
หนุ่มหน้ามน ยืนปล่อยใจอยู่บนบันไดเลื่อนที่ค่อยๆ เคลื่อนขึ้นสู่ชั้นบน ปะปนกับความพลุกพล่านผู้คน
กลิ่นน้ำหอมแนวซิตรัสที่เขาใช้ฉีดพ่นเมื่อเช้าเริ่มเจือจางลง กลับมาแทนที่ด้วยกลิ่นละมุนของดอกพีชที่ลอยล่องลงมาจากหญิงสาวเบื้องหน้าด้านบนของบันไดที่กำลังเลื่อนขึ้น
เธอสวมชุดเดรสชีฟองสีครีมยาวระบายฟูฟ่องที่ส่ายไหวไปมาตามจังหวะการก้าวขึ้นเมื่อสักครู่ กองผ้าเนื้อนุ่มลากผ่านขอบฟันเฟืองเหล็กของบันไดเลื่อนที่ขยับเขยื้อน
“กึก… กึก… แคว้ก!”
จังหวะที่หัวใจเต้นผิดจังหวะที่สุดคือวินาทีที่เสียงผ้าขาดวิ่นกระชากความเงียบสงบหายไป ร่างของหญิงสาวเซวูบกลับมาข้างหลังตามแรงดึงของเครื่องจักรที่เริ่ม “กิน” ชายกระโปรงเข้าไปในร่องลึก เขาก้าวขึ้นไปอีกสองสามขั้นของบันไดทันที
“คุณ!”
เขาตะโกนลั่น เสียงสะท้อนดังก้องไปถึงเพดานสูง เขาไม่ได้รอให้สมองสั่งการ ร่างกายเขาทะยานขึ้นไปคว้าเอวบางของเธอไว้ แขนแข็งแรงโอบกระชับจนได้ยินเสียงลมหายใจที่หอบถี่ของเธอที่ข้างหู
“อยู่นิ่งๆ อย่าเพิ่งขยับ!” เขาสำทับ มือขวาเอื้อมลงไปกระชากผ้าผืนนั้นสุดแรง จังหวะที่นิ้วสัมผัสกับเนื้อผ้าที่ตึงเปรี๊ยะจนเกือบจะบาดมือ เขาพยายามออกแรงฝืนกลไกเหล็กที่ยังคงขยับเขยื้อน
“แคว่ก!”
เศษผ้าหลุดออกมาพร้อมกับแรงเหวี่ยงที่ทำให้หญิงสาวถลาเข้าสู่อ้อมกอดของชายหนุ่มเต็มรัก กลิ่นน้ำหอมดอกพีชที่เคยหอมไกลๆ บัดนี้พุ่งปะทะจมูกเขาจนมึนเมา ความร้อนจากร่างของหญิงสาวซึมผ่านเสื้อเชิ้ตบางๆ ของเขาจนรับรู้ได้ถึงอาการสั่นเทาของเธอ
หนุ่มหน้ามนรีบประคองเธอให้พ้นจากทางลงบันไดเลื่อน เขาคลายมือออกจากเอวเธออย่างสุภาพเมื่อมั่นใจว่าเท้าของเธอยืนอยู่บนพื้นราบที่มั่นคงแล้ว เขายิ้มมุมปาก พลางยื่นเศษผ้าไหมชีฟองที่ขาดเป็นรูพรุนคืนให้เธอด้วยสายตาขี้เล่น

“รอดแล้วครับ…! แต่กระโปรงของคุณคงต้องไปเกิดใหม่ในร่างที่สั้นกว่าเดิมเล็กน้อยนะ” พูดจบส่งยิ้ม
หญิงสาว หน้าแดงระเรื่อจนถึงใบหู ความอายพุ่งพล่านขึ้นมาจุกที่คอพอๆ กับความขอบคุณ เธอก้มมองสภาพชายกระโปรงที่กะรุ่งกะริ่งสลับกับมองใบหน้าคมคายของชายแปลกหน้าคนนี้
“ขอบคุณ… ขอบคุณจริงๆ ค่ะคุณ”
เธอละล่ำละลักบอก พลางพยายามดึงชายผ้ามาปิดบังรอยขาดแต่ก็ดูจะเปล่าประโยชน์
“ฉัน… ฉันซุ่มซ่ามแท้ๆ เลย”
เธอก้มศีรษะให้เล็กน้อยและขยับท่าเดินจะเลี่ยงไปทางด้านหน้าในทันที แววตาแฝงความประหม่าและระแวดระวังตามวิสัยผู้หญิงที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนที่เดินผ่านไปมาในห้าง
“เดี๋ยวครับคุณ! หนุ่มเรียกไว้ “หน้าคุณซีดอย่างกับคนจะเพิ่งผ่านเครื่องบดเนื้อมา ถ้าจะเดินไปทำธุระต่อในสภาพที่ขาสั่นแบบนั้น ผมว่าคุณไปได้ไม่เกินห้าสิบเมตรแน่ๆ”
สาวสวยชะงัก ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ความขัดเขินกับความเหนื่อยหอบทำศึกกันอยู่ในอก เธอหันมามองเขาอีกครั้ง เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ
คราวนี้นิ่งขึ้นและเห็นความหวังดีในแววตาของเขา
“เพื่อเป็นการขอบคุณ… และถือว่าฉันขอที่นั่งพักเรียกขวัญหน่อยเถอะค่ะ”
เธอถอนหายใจยาวพลางบุ้ยปากไปทางร้านกาแฟที่เงียบสงบฝั่งตรงข้าม
“ให้ฉันเลี้ยงกาแฟคุณสักแก้วนะคะ อย่างน้อยก็แทนคำขอบคุณที่ทำให้ฉันไม่ต้องเสียขาไปข้างหนึ่ง”
หนุ่มยิ้มกว้าง “ผมไม่ค่อยปฏิเสธสุภาพสตรีเสียด้วยสิครับ…
ผม..ป้องครับ…!”
“เป๋อค่ะ… เชิญค่ะคุณป้อง ก่อนที่ฉันจะเขินจนหายตัวไปจากตรงนี้เสียก่อน”
ภายในร้านกาแฟสไตล์สแกนดิเนเวียที่ตกแต่งด้วยไม้สีอ่อนและแสงไฟนวลตา กลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วบดใหม่โชยมาปะทะจมูก ช่วยเจือจางความตื่นตระหนกจากเหตุการณ์เมื่อครู่ได้เป็นอย่างดี
สาวสวยประคองลาเต้ร้อนที่มีฟองนมเนียนนุ่มไว้ในมือ ความอุ่นของแก้วเซรามิกช่วยลดอาการสั่นที่ปลายนิ้วของเธอได้บ้าง ส่วนชายหนุ่มนั่งฝั่งตรงข้าม เขามองดูอเมริกาโน่เย็นที่มีหยดน้ำเกาะพราวรอบแก้วอย่างใจเย็น
“ผมว่าบันไดเลื่อนตัวนั้นมันต้องเป็นแฟนคลับแฟชั่นของคุณแน่ๆ”
ป้องเปิดบทสนทนาพร้อมรอยยิ้มพราวเสน่ห์ “มันถึงได้พยายามรั้งคุณไว้สุดตัวขนาดนั้น”
เป๋อหลุดขำ พลางช้อนสายตาขึ้นมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า
“แฟนคลับประเภทไหนกันคะถึงได้ทำร้ายกันขนาดนี้ ดูสิคะ… กระโปรงตัวโปรดของฉันกลายเป็นผลงานศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสม์ไปแล้ว”

“บางที… สิ่งที่ขาดหายไปอาจจะทำให้ภาพรวมดูน่าสนใจขึ้นก็ได้นะครับ”
ป้องตอบพลางจิบกาแฟขมจัด “เหมือนชีวิตคนเรานั่นแหละ ถ้ามันเรียบตึงไปหมด มันก็น่าเบื่อตายชัก การที่มีรอยแหว่งรอยโหว่บ้าง มันทำให้คนอื่นอยากรู้ว่า… เกิดอะไรขึ้นตรงนั้นนะ?’”
เป๋อพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอย่างละเอียดขึ้น ป้องมีวิธีพูดที่ประหลาด เขาดูเหมือนคนรู้เท่าทันโลกแต่ก็มีความขี้เล่นที่ทำให้คนฟังไม่รู้สึกอึดอัด
“คุณป้องมักจะมองโลกในแง่บวกแบบนี้เสมอเลยเหรอคะ แม้แต่กับเรื่องโชคร้าย …ของคนแปลกหน้า”
“ผมเรียกว่าการ…หาช่องว่างในความวุ่นวาย ..ครับ”
เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางผ่อนคลายราวกับไม่ได้มีธุระด่วนที่ไหน
“วันๆ ผมคุยกับผู้คนเยอะมากครับ ทั้งในฐานะที่ปรึกษาและในฐานะนักสังเกตการณ์ ผมพบว่า จังหวะ…นรก ของคนเรามักจะนำไปสู่ จังหวะ…สวรรค์ เสมอ ถ้าเรายอมเสียเวลาหยุดจิบกาแฟสักแก้ว”
“ที่ปรึกษาเหรอคะ? ฟังดูเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนสูงจัง” เป๋อ จิบลาเต้ รสสัมผัสนุ่มละมุนของมันช่วยให้เธอเริ่มรู้สึกสนุกไปกับบทสนทนา
“ไม่เท่าไรหรอกครับ แค่ต้องหัดเดาใจคนให้เก่งกว่าที่เขาเดาใจตัวเอง”
ป้องขยับยิ้มมุมปาก แววตาคมปลาบคู่นั้นเหมือนจะมองทะลุเข้าไปในความคิดของเธอ
“อย่างเช่นตอนนี้ ผมเดาว่าคุณกำลังกังวลเรื่อง นัดหมายหลังจากนี้อยู่ ทั้งที่ในใจอีกครึ่งหนึ่งเริ่มรู้สึกว่า… การนั่งอยู่ตรงนี้มันสนุกกว่าสิ่งที่ต้องไปเจอเรื่องงานเป็นไหนๆ ใช่ไหมครับ?”
เป๋อ ชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งด้วยความรู้สึกเหมือนถูกอ่านใจได้ทะลุปรุโปร่ง “คุณนี่… น่ากลัวกว่าบันไดเลื่อนเมื่อกี้อีกนะคะ”

“คุณรู้ไหมเป๋อ….” ป้องเท้าคางมองเธอ แววตาที่เคยขี้เล่นบัดนี้กลับนิ่งลึกและจริงจังขึ้นจนเป๋อรู้สึกร้อนวูบที่พวงแก้ม
“โลกนี้มีคนอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือคนที่เดินตามเข็มนาฬิกาอย่างเคร่งครัด ส่วนอีกประเภทคือคนที่พยายามจะหยุดเข็มนาฬิกาไว้เมื่อเจอสิ่งที่ถูกใจ”
เป๋อ หมุนแก้วลาเต้ที่เริ่มเย็นชืดในมือ
“แล้วคุณล่ะคะ เป็นประเภทไหน?”
“ผมเหรอ? ผมเป็นประเภทที่ชอบถอดถ่านนาฬิกาทิ้งครับ…”
เขาหัวเราะเบาๆ เสียงทุ้มต่ำของเขามันช่างกังวานอยู่ในคาเฟ่ที่เริ่มเงียบลง
“อย่างเช่นตอนนี้ ผมไม่สนหรอกว่าโลกภายนอกห้างนี้จะหมุนไปเร็วแค่ไหน หรือเรามีธุระบ้าบออะไรต้องไปจัดการ ผมสนแค่ว่าแสงไฟนวลๆ ในร้านนี้….มันทำให้นัยตาของคุณดูเป็นประกายเหมือนมีดวงดาวนับพันซ่อนอยู่”
เป๋อหลบตาพลางยิ้มขัดเขิน เธอไม่เคยเจอใครที่รุกด้วยคำพูดที่ มีเสน่ห์เยิ้มขนาดนี้
“คุณนี่… ปากหวานจนกาแฟอเมริกาโน่ขมๆ ของคุณกลายเป็นน้ำเชื่อมไปเลยนะคะ”
“มันคือความจริงที่ผ่านการสังเกตครับ” ป้องตอบนิ่มๆ
“ผมสังเกตเห็นว่าคุณขยับนิ้วเคาะโต๊ะตามจังหวะเพลงแจ๊สที่เปิดคลอเบาๆ ในร้าน แปลว่าคุณเป็นคนที่มีจังหวะในหัวใจ และผมก็สังเกตเห็นว่าคุณเริ่มลืมมองทางออกของร้านไปนานกว่าสิบนาทีแล้ว”
เป๋อ หัวเราะจนตัวโยน “ยอมแพ้ค่ะ! คุณเป็นนักอ่านใจที่น่าหมั่นไส้ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย”
บทสนทนาไหลเลื่อนไปสู่เรื่องที่ลึกซึ้งขึ้น ทั้งเรื่องความฝันในวัยเด็กที่หายไปกับหน้าที่การงาน และเรื่องที่ว่าทำไมเราถึงต้องพยายามทำตัวให้สมบูรณ์แบบเพื่อคนอื่น
ป้องเล่าเรื่องราวที่ทำให้เธอเห็นภาพจนสัมผัสได้ ทั้งกลิ่นดินหลังฝนตกในต่างจังหวัด หรือเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่เงียบเหงา
เป๋อ รู้สึกเหมือนกำแพงที่เธอสร้างไว้พังครืนลงมาอย่างง่ายดาย
“นานแค่ไหนแล้วนะที่ฉันไม่ได้คุยกับใครได้นานขนาดนี้” เป๋อ พึมพำ แววตาของเธอสบกับ ป้อง เนิ่นนานกว่าปกติ
“เวลาที่เราเจอคลื่นความถี่…ที่ตรงกัน ต่อให้คุยกันทั้งวันมันก็เหมือนเพิ่งเริ่มครับ”
ป้องยิ้มบางๆ มือของเขา…ขยับเข้าไปใกล้เธออีกนิดบนโต๊ะไม้ …!
“แต่น่าเสียดายนะ… ที่มนุษย์เรายังต้องกินต้องใช้ และยังต้องมี ภารกิจ ที่เลี่ยงไม่ได้”
บรรยากาศนุ่มนวลถูกแทรกซึมด้วยความรู้สึกเสียดายบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้น เป๋อ รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่อยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้จริงๆ แต่หน้าที่และความรับผิดชอบที่บ้านกำลังกวักมือเรียกเธออยู่ไม่ไกล
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋าถือของเป๋อ แผดดังขึ้นทำลายความเงียบงันที่แสนหวาน
เธอสะดุ้งสุดตัวเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ เมื่อเหลือบมองหน้าจอดิจิทัล เธอก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ
“ตายแล้ว! สี่โมงสิบนาที!”

เป๋อ ลนลานลุกขึ้นพลางรวบข้าวของ
“ฉันสายแล้ว สายมากจริงๆ ค่ะคุณป้อง”
“พายุลูกใหญ่รออยู่หรือครับ?”
ป้องถามพลางลุกขึ้นยืนตาม ท่าทางเขายังคงนิ่งสงบผิดกับเธอ
“ยิ่งกว่าพายุอีกค่ะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับทุกอย่าง… ขอบคุณจริงๆ”
เธอมองหน้าเขาครู่หนึ่งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเสียดายอย่างปิดไม่มิด ….!
“ฉันคงต้องรีบไป… โชคดีนะคะ อ้า..เรา…“
เป๋อ หมุนตัวกึ่งเดินครึ่งวิ่งครึ่งหายออกไปจากประตูร้าน ป้องมองตามแผ่นหลังบางของเป๋อที่หายลับไปในฝูงชนอย่างเสียดายลึกๆ
เขาพึมพำกับตัวเองถึงเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ได้ขอไว้ ถอนหายใจลึก ก่อนจะสลัดความฟุ้งซ่านทิ้งแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาคนนัดหมาย
“ครับพ่อ… ตามเวลาครับ ผมถึงแล้ว กำลังเดินไป ไม่ต้องห่วงครับ แป๊บเดียว..นะพ่อ !”
เขาก้าวยาวๆ ผ่านร้านค้าเรียงรายของพลาซ่าแล้วออกไปอีกด้าน อดไม่ได้ที่จะเหลียวกลับไปทางด้านหลังอีกครั้ง แล้วจ้ำแทรกผู้คนมากมาย

หยุดหาจุดนัดหมาย …ยิ้มมุมปาก แล้วรีบสาวเท้าไปทางโถงกระจก มุ่งหน้าไปยังภัตตาคารที่อยู่คนละปีกกับร้านกาแฟ จนถึงที่นัดหมายด้วยอาการโล่งใจ….!
แขกผู้ใหญ่สองคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ป้องยกมือไหว้ผู้เป็นพ่อและเพื่อนสนิทของพ่อด้วยท่าทางสุขุมนอบน้อม
“นี่ลุงอรรถ…เพื่อนพ่อ”
พ่อของเขาแนะนำพลางผายมือไปทางแขกนั่งฝั่งตรงข้ามที่ยกมือไหว้มาก่อน…!
หนุ่มหน้ามนหันตามแล้วรีบไหว้ตอบ ชงักงันด้วยความตกใจด้วยกัน
“เป๋อ…. คุณหรือนี่.…!“
“ชัยทัศน์”



