หน้าแรกINSIDE - INSIGHTแบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

เผยแพร่

spot_img

ชำแหละตัวเลขซากแบตเตอรี่สะสม 2569 เมื่อ นโยบายสีเขียว ต้องการกลไกจัดการซากที่ครบวงจร

                                 จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น “กรณีศึกษา” สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย 

                                อุบัติเหตุครั้งนี้เปรียบเสมือนยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนให้เห็นว่า   ภายใต้การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ยังมีปัญหาการจัดการซากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่รอการแก้ไขอย่างเป็นระบบ   ข้อมูลสถิติเผยให้เห็นปริมาณแบตเตอรี่สะสมในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลไกทางกฎหมายจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้เท่าทันเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสวัสดิภาพของประชาชนในระยะยาว

                                เมื่อพิจารณาในมิติของอุปกรณ์การสื่อสาร ข้อมูลจากสำนักงาน กสทช. และกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในปี 2569 ประเทศไทยมีอุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม อาทิ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และพาวเวอร์แบงค์ ใช้งานอยู่มากกว่า 95 ล้านเครื่อง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “ปริมาณขยะตกค้างในครัวเรือน” ซึ่งมักถูกเก็บไว้ในที่พักอาศัยหรือทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป โดยคาดการณ์ว่ามีปริมาณสูงถึง 400,000 ตันต่อปี   ความเสี่ยงที่สำคัญคือเมื่อแบตเตอรี่เหล่านี้หมดสภาพหรือถูกกดทับ สารเคมีภายในเช่น ลิเธียมเฮกซะฟลูออโรฟอสเฟต อาจรั่วไหลและเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ก่อให้เกิดก๊าซพิษและอัคคีภัยได้หากไม่ได้รับการจัดการที่ต้นทางอย่างถูกต้อง

                              ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าสะสม ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2569 ได้ทะยานแตะระดับ 435,013 คัน และหากนับรวมกลุ่มไฮบริด (HEV/PHEV) ตัวเลขจะสูงเกิน 1.1 ล้านคันอย่างรวดเร็ว แม้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ในยานยนต์จะมีความปลอดภัยสูงกว่าอุปกรณ์ขนาดเล็ก แต่ความท้าทายที่แท้จริงจะปรากฏชัดในอีก 5-8 ปีข้างหน้า เมื่อแบตเตอรี่เหล่านี้เริ่มหมดอายุการใช้งาน 

                           รายงานผู้เชี่ยวชาญยานยนต์ไฟฟ้าวิเคราะห์ว่าไทยจะมีซากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ตกค้างพุ่งสูงถึง 200,000 ตัน ซึ่งหากไม่มีระบบ “Urban Mining” หรือการสกัดแร่ธาตุมีค่ากลับมาใช้ใหม่ที่ได้มาตรฐาน แบตเตอรี่เหล่านี้จะกลายเป็นภาระหนักต่อระบบนิเวศในทันที

                           ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างประเทศไทยและกลุ่มประเทศผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสหภาพยุโรปหรือญี่ปุ่น คือการนำระบบ “Digital Battery Passport” มาใช้เพื่อติดตามวงจรชีวิตของแบตเตอรี่ตั้งแต่สายการผลิตจนถึงศูนย์รีไซเคิล   สำหรับประเทศไทย ปัญหาการขนส่งวัตถุอันตรายที่ขาดอุปกรณ์ป้องกันเชิงวิศวกรรมเฉพาะทาง ดังที่ปรากฏในอุบัติเหตุบนทางด่วนบูรพาวิถี สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ของข้อบังคับการขนส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์ การปล่อยให้มีการขนส่งซากแบตเตอรี่จำนวนมากโดยไม่มีระบบควบคุมอุณหภูมิหรือการระบายอากาศที่เหมาะสม คือความเสี่ยงที่รัฐต้องเข้ามาวางมาตรฐานใหม่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น

                            ที่ผ่านมา นโยบายภาครัฐมุ่งเน้นไปที่การสร้างแรงจูงใจทางการเงินเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ความสมดุลระหว่าง “การส่งเสริมการบริโภค” และ “การกำกับดูแลซากผลิตภัณฑ์” ยังเป็นจุดที่ต้องได้รับการเติมเต็ม รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบนิเวศที่จูงใจให้ภาคเอกชนจัดตั้งจุดรับทิ้งขยะอันตรายที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ควบคู่ไปกับการสนับสนุนทางภาษีแก่โรงงานรีไซเคิลที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการแยกสกัดโลหะหนัก เพื่อเปลี่ยนขยะให้กลับมาเป็นทรัพยากรหมุนเวียน

                          หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤตขยะลิเธียม คือการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  ให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะหลักการความรับผิดชอบที่ครอบคลุมของผู้ผลิต  ที่บังคับให้บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องมีส่วนร่วมในการวางระบบรับคืนและกำจัดซากอย่างถูกวิธี กลไกนี้จะไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระงบประมาณในการกำจัดขยะของภาครัฐ แต่ยังช่วยสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นสากลให้แก่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศไทย

                             บทเรียนจากเปลวเพลิงบนทางด่วนบูรพาวิถีต้องไม่ถูกลืมเลือนไปพร้อมกับข่าวรายวัน แต่ต้องถูกนำมาเป็นสารตั้งต้นในการปฏิรูปโครงสร้างความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ รัฐบาลต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงคมนาคม เพื่อวางมาตรการป้องกันเชิงรุกก่อนที่ปริมาณซากขยะจะเกินขีดความสามารถในการจัดเก็บ 

                            การสร้างความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อประชาชนมั่นใจได้ว่าเทคโนโลยีที่เขาใช้ในวันนี้ จะไม่ย้อนกลับมาเป็นภัยต่อชีวิตและลูกหลานของเขาในวันข้างหน้า

2569-05-25  “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

ครม.ไฟเขึยว  คุ้มครองผู้บริโภค ซื้อออนไลน์คืนสินค้าได้

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ยกระดับสิทธิผู้ซื้อ กำหนดมาตรฐานการรับผิดชอบผู้ขายชัดเจนขึ้น (16 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. .......

เตือนภัย พลิกโลก  เอลนีโญมาแล้ว !

ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ได้ก่อตัวขึ้นแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้ชัดว่า มีแนวโน้มทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และอาจกลายเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี

เหมือนเกมไต่ลวดสลิงเมืองคาซาน

การเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีการเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย

ข่าวอื่นๆ

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

เหมือนเกมไต่ลวดสลิงเมืองคาซาน

การเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีการเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย

จับตา “ทุนต่างชาติ”   เขย่าเกาะพะงันสะเทือน  ?

ชนวนเหตุความมั่นคง 3 มิติที่รัฐไทยห้ามกะพริบตา เมื่อการรวมตัวเฉพาะกลุ่ม ท้าทายกฎหมายและเอกราชทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น ?