วันจันทร์, มกราคม 26, 2026
spot_imgspot_imgspot_img

“ห้องนั้น”

เผยแพร่

spot_img

“เหลือห้องเดียว….นะครับ

          คุณแน่ใจนะว่า..จะพัก…?”

                       เสียงแหบพร่าของชายแก่เจ้าของโรงแรมเก่าริมทาง บอกแทรกผ่านเสียงฝนซัดกระจกจนแทบกลืนทุกเสียง 

                       ผมเห็นรอยขอบตาคล้ำและผิวเหี่ยวย่น ราวกับเวลาสะสมบนใบหน้าเขาหลายสิบปี

                       ผมพยักหน้าแทนคำตอบ  

มือเย็นชื้นจากฝน เอื้อมรับกุญแจเหล็กขึ้นสนิมมาถือ   กุญแจนั้นเย็นเฉียบเหมือนสัมผัสน้ำแข็งเปล่า   ป้ายไม้สลักเบอร์ 13 ห้อยอยู่

                     “ถ้ามีอะไรผิดปกติ… อย่าทำเสียงดัง”

                       คำพูดนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวผม ขณะที่ก้าวเข้าไปในความมืดแล้วเดินขึ้นบันไดไม้ที่ราวเกาะโยกเยก…

                      ฝนกระหน่ำจนถนนริมทางหลวงกลายเป็นลำธาร

ผมทั้งดึงทั้งลากกระเป๋าเก่าขึ้นบันไดไม้ทุกขั้นลั่นเอี๊ยดเหมือนเตือนว่าผมควรนอนในรถจะดีกว่า  ไม่ควรมาด้วยซ้ำ

                      ห้องหมายเลข 13 อยู่สุดทางเดิน ไฟนีออนกระพริบไม่สม่ำเสมอ ผนังเปียกชื้นมีคราบน้ำสีคล้ำเหมือนเลือดเก่าติดเกรอะกรัง

                     ลมหนาวซุกซ่อนอยู่ในมุมมืด   จนรู้สึกถึงความเย็นที่ซึมเข้ากระดูกสันหลัง

                      เหลียวซ้ายแลขวาที่นอกจากความเงียบ ยังมัว ๆ เหมือนความโศกสลดของใครสักคน 

                      ผมไขกุญแจอยู่เกือบนาที กว่าจะเปิดออกได้ กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นสนิมแรงขึ้นทุกวินาที พื้นไม้เย็นชื้น มือสั่นเล็กน้อย

                    ไฟติดครึ่งเดียว อีกฝั่งมืดสนิท พัดลมเพดานหมุนช้า ๆ     

                   “กึก… กึก…” 

เหมือนหัวใจห้องที่เต้นช้า ๆ

                     บนผนัง กระจกเก่าบานใหญ่สะท้อนตัวผม แต่เงาที่สะท้อนเหมือนขุ่นมัว มีบางอย่างคล้ายหมอกค่อย ๆ เลื่อนเข้ามาใกล้จนใจคอไม่ดี

                     ผมวางกระเป๋า นั่งลงบนเตียงไม้ เสียงลั่น “เอี๊ยด” ดังขึ้นเหมือนใครนอนอยู่ก่อนหน้า

                     หัวใจผมเต้นแรง มือเย็นชืด

                  “เสียงไม้เก่าน่ะ… ใช่ มั้ง” ผมปลอบตัวเอง

                     แต่สายตาเริ่มจับอะไรบางอย่างในมุมมืด   เงาร่างบาง ๆ เคลื่อนผ่านเสี้ยวหนึ่งของประตู จนขยลุกชัน

                    มือควานไปทั่วโต๊ะใกล้ ๆ หลังจุดเทียน ผมหยิบไดอารี่ออกมาเขียนด้วยความเคยชินของการเดินทาง…

                 “คืนนี้พักที่โรงแรมไม้เก่าริมทางหลวงสายเก่า

ฝนตกหนัก ไม่มีที่ไป ห้องหมายเลข 13ดูแปลก ๆ  แต่ก็ไม่เลวร้ายอะไร”

                    พลันเทียนสั่นไหวตามแรงลมจากพัดลมเพดานที่หยุดหมุนแล้วกลับมาติดใหม่

                    เสียงหยดน้ำ “ติ๊ก… ติ๊ก… ติ๊ก…” บนหลังคาสังกะสีดังขัดกับความเงียบหนาทึบ

                    กลิ่นไม้เปียกชื้นและสนิมเข้มข้นจนแทบหายใจไม่เต็มปอด

                    ผมวางสมุดลง หัวใจเต้นรัว ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังจ้องอยู่ในมุมมืด

                    ผมสะดุ้งตื่นกลางดึก  …มืดสนิท

                    แต่มีเสียงหนึ่งดังเข้ามาในหัว ….. ฝีเท้าช้า ๆ ลากไปมาที่ปลายเตียง — “กึก… กึก…”

                    ใจเต้นแรง หันไปทางประตู…ที่หมายแรกที่จะต้องทำ

                    ผมหยิบไฟฉายจากกระเป๋า ส่องไปรอบห้อง  ไม่มีอะไร

                    แต่ในกระจก… ผมเห็นเงาคนยืนอยู่ข้างหลัง

            คิดขึ้นได้ทันที…หันขวับกลับหลังไปจ้อง …

                    ห้องว่างเปล่า….!

                    หัวใจเต้นแรง ลมหายใจสั้นและร้อน

         ผิวหนังรู้สึกหนาวเย็นประหลาดที่ต้นคอ

                   รีบคว้าเสื้อแจ็คเก็ต เตรียมจะออกจากห้อง

         ผมทนต่อไปไม่ได้….ผมจะรอจกว่าจะถึงรุ่งเช้าไม่ได้แน่

        เปิดประตูเสียงดัง… สิ่งที่เห็นคือ กำแพงไม้ตัน

                   ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีทางเดิน….!

        รีบดึงประตูกลับดังโครม…เลื่อนสลักกลอนที่กำลังหลุดร่วง

         ผมเคาะประตูแรงขึ้นเรื่อย ๆ

                  “มีใครอยู่ไหม! ช่วยด้วย!”

เสียงสะท้อนกลับมาชัดเจน …..

                  “มีใครอยู่ไหม! ช่วยด้วย!”

        เสียงสะท้อน   เป็นเสียงของผมเอง

                     เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้

เทียนเล่มสุดท้ายดับลง   เหลือเพียงแสงเลือนลางจากกระจก

                    เงานั้นยังอยู่  ยืนนิ่ง ไม่กะพริบตา

      หัวใจผมเต้นแรงจนแทบสลาย….!

เงานั้น…

                     เริ่มยิ้มช้า ๆ….!

       ลมหายใจผมตื้นและสั่น

        เหงื่อเย็นไหลตามขมับ

                     ผมนั่งลงพิงผนังห้อง  รู้สึกเหมือนว่าร่างของผมเริ่ม ละลายเข้าไปในความมืด

      ลุกขึ้นไปกระแทกหน้าต่างจนฝุ่นฟุ้งกระจายเป็นสายหมอก

ผลักไม่ออก

                    ไม่กล้านอนบนเตียงไม้ที่เสียงดังทุกครั้งที่นั่งหรือขยับท่านอน

                      ค่อย ๆ หย่อนตัวลวไปตามพื้นราบของห้องอย่างอ่อนระโหยโรยแรง ตาขึงไม่ยอมหลับ

                      นานแสนนานจนผลอยไป….

                     เสียงเคาะปลุกให้ผมตื่น

“คุณครับ… คุณครับ…เช้าแล้ว   คุณจะเช็กเอาต์ใช่ไหม?”

                    ผมสะดุ้งอีกครั้ง  รีบเปิดประตู พบชายแก่เจ้าของโรงแรมที่ขายห้องแห่งความกลัวยืนอยู่   หน้านิ่งเฉยเหมือนจะไม่ยอมรับรู้เหตุการณ์ใด

                    แสงเช้าอ่อนโยนแต่ยังเย็นตามร่างกาย

                 “เมื่อคืนคุณเสียงดังหน่อยนะครับ 

ห้องนี้สะท้อนเสียงแรง”

เขายิ้มจาง “ผมคงฝันร้าย”  ถอนหายใจ แล้วถามขึ้น

                “มีคนพักห้องนี้ก่อนผมไหมครับ?”

                  ชายแก่ไม่ตอบ ยื่นกาแฟที่เย็นชืดให้ ผมรับมามือยังสั่น

พร้อมกับเปรยขึ้นมา  “ผมคงฝันร้าย” แล้วถามซ้ำอีก

                “มีคนพักห้องนี้ก่อนผมไหมครับ?”

ชายแก่เงียบ ก่อนตอบเบา ๆ

                “ไม่มีนะ !“

                “เอ…แต่ผมเห็น”

          “คุณเห็นอะไร”  ชายแก่พูดเร็วพลางจ้องหน้า

          “เปล่า..เปล่า..ผมคิดไปเอง”  ผมรีบกลบเกลื่อน

                   ชายชรามองไปทางบันไดเหมือนนึกอะไรได้ หันมาพูดเบา ๆ  อาจเปลี่ยนใจที่เก็บงำไว้

                 “ก็มีนะ ..แต่นานแล้ว  ช่างไฟฟ้าชื่อแป้น เขามาแก้สายไฟ แล้วก็หายไป”

                “แป้น…หน้าตาล่ะลุง..”   ผมรีบถาม

 ชายชราลังเลเหมือนคิด  มือเกาศีรษะแล้วลูบคาง …

หันไปทางมุมห้อง ก้มรื้อหนังสือพิมพ์เก่ากองสูงครู่ใหญ่ จนดึงออกมาหนึ่งฉบับ  ปัดฝุ่นฟุ้งกระจาย แล้วจ้องที่ภาพข่าว

                  มือผมสั่นทันทีเมื่อชายแก่ชี้ตรงภาพนั้นให้ดู….

                  ผมก้มแล้วจ้อง…แล้วพยักหน้าเหมือนพอจำได้ ว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

                  ลุงแก่ชายตาไปทางบันไดอีก…. แล้วเหลือบมาทางผม

ทำท่าเหมือนจะบอกอะไร 

                  แต่เปลี่ยนใจเดินเลี่ยงออกไปข้างนอกอย่างรีบร้อน

                  เหมือนเงาทาบอยู่ทางขึ้นห้องพัก  ผมไม่กล้ามองไปทางบันได ยกกระเป๋าแล้วสอดสายผ้าคล้องบ่ารีบเดินออกไปไล่เลี่ยกัน

                  ผมขับรถออกจากโรงแรมเก่าชายป่าอันแสนน่ากลัว

ด้วยความไม่สบายใจ ฝนหยุด  ถนนว่างเปล่า

          ย่านนี้ น่ากลัวอีกแล้ว…

                 พยายามโทรหาคนในครอบครัว แต่ไม่มีใครรับสาย

และยังไม่ได้โทรกลับมาจนหงุดหงิด

                บริเวณนี้ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ใด ๆ ทั้งนั้น

                  รถเลี้ยวเข้าแนวป่าที่มืดครึ้มวังเวงเหมือนฝนจะตกลงมาอีก

                 ผมจะต้องขับรถผ่านป่าไปอีกไกล  กำลังตัดสินใจว่าจะหยุดพักก่อน หรือรีบขับให้พ้นแนวป่า

                 พลันก็นึกถึงชายแก่..และบันไดขึ้นห้องพัก

                ผมหยุดรถ   เหลือบดูกระจกมองข้าง…..!

สดุ้งสุดตัว…!

                ผงะหงาย ทำให้รถกระตุกแรง…จนดับ

               ใบหน้าที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่ของผม

                มันคือช่างไฟคนนั้น คนที่เจอในกระจก…ช่างแป้น

คนที่ชายแก่เฝ้าโรงแรมพูดถึง

                พอได้สติ…รีบติดเครื่องยนต์กระชากรถออกไปทันที 

                 เหยียบคันเร่งหนีออกจากที่นั่น…แล้วเหมือนมีเสียง

และเงาวูบวาบตามมา …

                 ยิ่งเร่ง…มันยิ่งตาม…!

        ผมห้ามล้อให้ลดความเร็วรุนแรงจนหน้าคะมำ

                ชั่วอึดใจ ค่อย ๆ ชายตาไปดู

                พลันมองกระจกส่องหลัง  มีเงาหนึ่งนั่งอยู่เบาะหลัง

ยิ้มให้ผมช้า ๆ……และหยุดยิ้มทันทีที่สบตากัน !

               หน้าเหมือนจะขึ้งโกรธ..

                ผมจ้องอีกครั้ง….!

                ผมกลั้นหายใจ ..รู้แน่แล้วว่า… ผมไม่เคยออกจากห้องหมายเลข 13 เลยตั้งแต่แรก

ข่าวล่าสุด

“ข่าวปลอม” … Fake News ภัยคุกคามระดับโลก !  วิกฤตความจริงในสังคมโลกยุคดิจิทัล

”ข่าวปลอม“ หรือ Fake News ได้พัฒนาเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างของระบบข้อมูลข่าวสารโลก ไม่จำกัดอยู่เพียงความผิดพลาดทางสื่อ แต่กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อชีวิต เศรษฐกิจ และการเมืองโดยตรง

จีนพัฒนา ‘ชิปเส้นใย’ บางกว่าเส้นผม ฝังพลังประมวลผลในผ้า-อุปกรณ์ฝังสมอง

นักวิทยาศาสตร์จีนพัฒนา "ชิปเส้นใย" (fiber chip) ยืดหยุ่นและมีลักษณะคล้ายเส้นด้าย ซึ่งสามารถทอรวมเข้าไปในเนื้อผ้าได้ ความก้าวหน้านี้อาจนำไปสู่สิ่งทอที่ทำหน้าที่เป็นจอแสดงผลแบบโต้ตอบ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในสมองขั้นสูงที่สามารถประมวลผลสัญญาณภายใน และระบบสัมผัสในโลกเสมือนจริงที่สมจริงยิ่งขึ้น

นิทรรศการศิลปะ “วาดจากใจ”

นิทรรศการซึ่งถ่ายทอดผลงานศิลปะจากหัวใจ ของศิลปินแห่งความหลากหลาย เพื่อยกย่องคุณค่า ความสามารถ และศักยภาพของกลุ่มคนผู้ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

“เบื้องหลัง” กะเหรี่ยง ..กอทูเล  ...

สแกนแผนลึกเนปิดอว์ แบ่งแยกแล้วปกครอง ฉกฉวยรอยแยกชาติพันธุ์ ขยี้ปีกทายาทนักสู้ จับตาหมากรุกมหาอำนาจ สหรัฐฯ-จีน ในสงครามตัวแทนที่ปิดไม่มิด และบทพิสูจน์ชั้นเชิงอธิปไตยไทย

ข่าวอื่นๆ

เรื่องสั้น …ก่อนเสียงปืนจะเงียบ 

ฝนตกหนักตั้งแต่หัวค่ำ….. ถนนใหญ่ชานเมืองสายนี้ เปียกลื่นเหมือนแผ่น เหล็กที่ราดน้ำมัน ไฟท้ายรถสะท้อนเป็นเส้นยาว สีแดงสั่นไหวราวเลือดสด โสภณขับรถกระบะเก่าช้า ๆ มือซ้ายจับพวงมาลัย มือขวาวางนิ่งบนต้นขา นิ้วไม่กระดิกแม้แต่นิดเดียว

เรื่องสั้น  “แผนที่ กับความตาย”

ความเงียบมักจะดังที่สุดหลังความตาย...! หกเดือนที่แล้ว เสียงเบรกของรถยนต์ที่เสียหลักบนถนนสายเปลี่ยวใกล้พรมแดน ได้ฉีกกระชากชีวิตที่สมบูรณ์ของ เมธี ออกเป็นเสี่ยงๆ

เรื่องสั้น “ต้องฆ่า”

เรื่องสั้น “ต้องฆ่า” เสียงไซเรนตำรวจแผ่วห่างออกไปเรื่อย ๆ กลิ่นควันจากท่อรถบรรทุกเก่าผสมกลิ่นขยะเน่าเสียลอยมากับลม ดินแดนสลัมใต้สะพานกลางเมืองใหญ่ นิ่งสงัดจนเหมือนถูกแช่แข็ง