มันนั่งอยู่ตรงนั้น ….!
บนโต๊ะไม้เนื้อเก่ากลางห้องนั่งเล่น ร่างพลาสติกซีดเซียวของมันไม่ได้โดดเด่นอะไรนักหากมองเผินๆ แต่เมื่อใดที่สายตาของผมปะทะเข้ากับดวงตาคู่นั้น… !
ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยก็เริ่มคืบคลานเข้ามา
มันเป็นตุ๊กตาตัวเก่า ค่อนข้างใหญ่พอๆ กับเด็กสามขวบ ใบหน้ากลมเกลี้ยงไร้อารมณ์ถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูจางๆ แต่สิ่งที่ตรึงสายตาผมไว้คือ นัยน์ตาสีฟ้าขุ่นมัว คู่นั้น มันไม่ใช่ดวงตาแก้วระยิบระยับแบบตุ๊กตาทั่วไป หากแต่เป็นพลาสติกแข็งกระด้างที่ดูดซับแสงจนมืดทึม

และไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ผมพยายามจะหลบเลี่ยงมัน สายตาคู่นั้นก็เหมือนจะมีแรงดึงดูดประหลาด คอยสะกดให้ผมต้องหันกลับไปมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านไปมาในห้อง ไม่ว่าผมจะอยู่มุมไหน จะหันหน้าหรือหันหลังให้มัน ก็รู้สึกราวกับว่ากำลังถูก “จ้องมอง” อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ความรู้สึกนึกคิดไปเอง แต่เป็นความเย็นยะเยือกที่แล่นแปลบไปตามแผ่นหลัง เหมือนมีปลายเข็มเล็กๆ นับพันทิ่มแทงเบาๆ ลงบนผิวหนัง และเมื่อผมตัดสินใจหันควับกลับไป
ตุ๊กตาตัวนั้นก็จะยังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิม…
ยกเว้นเพียงดวงตาพลาสติกคู่นั้น ที่ดูเหมือนจะ “หมุน” ตามการเคลื่อนไหวของผมอย่างช้าๆ ช้าจนแทบไม่สังเกตเห็น
แต่กระนั้นมันก็ชัดเจนพอที่จะทำให้ขนแขนผมลุกชันไปทั้งแถบ
บางครั้งในความเงียบสงัดของยามค่ำคืน เมื่อผมกำลังจมอยู่กับความคิดตัวเอง ผมจะได้ยินเสียงบางอย่าง… เสียงกรอบแกรบแผ่วเบาเหมือนเสียงคนพยายามจะขยับข้อต่อที่ฝืดเคืองในความมืด มันเป็นเสียงที่เหมือนมาจากระยะไกล แต่กระนั้นก็บาดลึกเข้ามาในโสตประสาท เป็นเสียงที่ทำให้ผมต้องชะงักค้าง กวาดสายตาไปรอบห้องเพื่อมองหาต้นตอ แต่ก็พบเพียงความเงียบงัน…
และนัยน์ตาพลาสติกคู่นั้นที่ยังคงจ้องมองกลับมาอย่างไม่ลดละ ราวกับว่ามันกำลังพยายามจะ “สื่อสาร” อะไรบางอย่างกับผม สิ่งที่ผมไม่เข้าใจ และไม่อยากจะเข้าใจเลยแม้แต่น้อย
ผมเริ่มไม่แน่ใจว่า….การซื้อตุ๊กตาตัวนี้กลับมาบ้านเป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า !
ความประหลาดของมันเริ่มกลืนกินความรู้สึกของผมทีละน้อย ทีละน้อย… ภายในความเงียบงันของบ้านหลังนี้ มีเพียงผมกับมัน และดวงตาพลาสติกสีฟ้าขุ่นมัวที่ดูเหมือนจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
เช้าวันต่อมา ความกดดันเริ่มเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวอย่างเป็นรูปธรรม ผมจำได้แม่นยำว่าก่อนเข้านอน ผมวางมันไว้บนโต๊ะในห้องนั่งเล่น แต่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาในความสลัวของเช้ามืด สิ่งแรกที่ผมเห็นคือร่างพลาสติกนั่น… !

มันไม่ได้อยู่ที่เดิม …..!
แต่นั่งพิงประตูห้องนอนของผมอยู่ นัยน์ตาสีฟ้าขุ่นมัวคู่เดิมเงยหน้าจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมผ่านช่องว่างเล็กๆ ของประตูที่แง้มไว้ หัวใจผมเต้นระรัวจนเจ็บหน้าอก
มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
ในเมื่อผมอยู่ตัวคนเดียวและล็อคประตูบ้านแน่นหนา
ตลอดทั้งวัน ผมพยายามสลัดภาพนั้นทิ้ง แต่ความผิดปกติกลับทวีความรุนแรงขึ้น ทุกครั้งที่ผมเผลอหันหลัง หรือเดินไปเข้าห้องน้ำเพียงไม่กี่นาที เมื่อกลับออกมา ผมจะพบว่าตำแหน่งของมันเปลี่ยนไปเสมอ …

บางครั้งมันขยับมาใกล้โซฟา บางครั้งมันไปยืนตัวตรงอยู่หลังผ้าม่านราวกับกำลังซ่อนตัว และที่น่าขนลุกที่สุดคือ “เสียง”…
ในช่วงบ่ายที่เงียบสงัด ผมได้ยินเสียง ตึก… ตึก… สั้นๆ ดังมาจากพื้นไม้ชั้นล่าง มันเป็นเสียงกระทบที่หนักแน่นเกินกว่าจะเป็นเพียงตุ๊กตาพลาสติกกลวงๆ เสียงนั้นเหมือนน้ำหนักของเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังหัดเดินอย่างทุลักทุเล

ด้วยความขวัญเสีย ผมตัดสินใจยุติเรื่องนี้ ผมคว้าตัวมันขึ้นมา สัมผัสของผิวพลาสติกในตอนนั้นดูเหมือนจะอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด ผมยัดมันลงไปในตู้เสื้อผ้าไม้หลังใหญ่ที่มัดด้วยโซ่คล้องกุญแจไว้อีกชั้น แล้วรีบออกจากบ้านไปเพื่อสงบสติอารมณ์
แต่ภาพที่ผมเห็นเมื่อกลับมาถึงบ้านในตอนค่ำ ทำให้ผมแทบเสียสติ…
“เพล้ง!”
เศษกระจกจากบานประตูตู้เสื้อผ้าแตกกระจายเกลื่อนพื้น มันไม่ได้แตกจากการถูกกระแทกภายนอก แต่รอยร้าวและเศษกระจกที่พุ่งออกมาบ่งบอกว่ามันถูกกระแทกอย่างแรงจาก “ด้านใน” และตรงกลางประตูบ้านที่ปิดสนิท

ตุ๊กตาตัวนั้นนั่งค้างอยู่ตรงนั้น มือพลาสติกข้างหนึ่งเกาะอยู่ที่ขอบประตู ท่าทางของมันเหมือนคนที่พยายามจะตะเกียกตะกายหนีออกไปสู่โลกภายนอก มันขยับมาได้ไกลขนาดนี้เชียวหรือ? ความเงียบในบ้านถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจหอบถี่ของผมเอง ขณะที่ดวงตาคู่เดิมของมันยังคงจ้องมองมา ราวกับจะเยาะเย้ยว่าไม่มีตู้ใบไหน หรือกรงขังใดที่จะพันธนาการมันไว้ได้อีกต่อไป
ถ้าผมกลับมาช้ากว่านี้เพียงนาทีเดียว… มันคงหายไปในความมืดนอกบ้าน และผมอาจจะไม่มีวันรู้เลยว่ามันจะย้อนกลับมาหาผมในรูปแบบไหน
ความเงียบในบ้านถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจหอบถี่ของผมเอง ขณะที่ดวงตาคู่เดิมของมันยังคงจ้องมองมา ราวกับจะเยาะเย้ยว่าไม่มีตู้ใบไหน หรือกรงขังใดที่จะพันธนาการมันไว้ได้อีกต่อไป
ถ้าผมกลับมาช้ากว่านี้เพียงนาทีเดียว… มันคงหายไปในความมืดนอกบ้าน และผมอาจจะไม่มีวันรู้เลยว่ามันจะย้อนกลับมาหาผมในรูปแบบไหน
ความอดทนของผมขาดสะบั้นลงพร้อมกับความหวาดกลัวที่พุ่งทะลุขีดจำกัด ผมจัดการเอามันไปวางไว้บนเตียงไม้เก่า นำเชือกป่านเส้นหนามาพันธนาการร่างพลาสติกนั่นไว้อย่างแน่นหนา เงื่อนแล้วเงื่อนเล่าที่ผมขมวดปมจนมั่นใจว่าต่อให้เป็นคนจริงๆ ก็ไม่มีทางดิ้นหลุด ผมขังมันไว้ในห้องมืดก่อนจะเดินออกมานั่งกุมขมับอยู่ที่ห้องโถง พยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นแค่พลาสติก… แค่พลาสติกเท่านั้น
เวลาผ่านไปจนดึกสงัด เสียง “ครืด… ครืด…” ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่เสียงเดิน แต่มันคือเสียงเชือกที่เสียดสีกับเนื้อพลาสติกอย่างรุนแรง

ผมพุ่งกลับเข้าไปในห้องนั้นทันที แสงไฟจากไฟฉายในมือสั่นระริกพาดผ่านพื้นห้อง สิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมแทบสำลักอากาศ… บนเตียงนั้นว่างเปล่า มีเพียงกองเชือกป่านที่ถูก “กัด” จนขาดรุ่งริ่งกองอยู่บนพื้นเศษด้ายกระจัดกระจายราวกับถูกสัตว์ร้ายฉีกทึ้ง
ผมได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งพุ่งตรงไปยังห้องครัว เสียงโครมครามของข้าวของที่ตกกระจายทำให้ผมวิ่งตามไปอย่างเสียสติ ที่ประตูหลังบ้าน ผมเห็นร่างของมันกำลังพยายามจะบิดกลอนประตูเหล็ก
ผมกระโจนเข้าใส่สุดแรง เกิดการปะทะที่น่าสยดสยอง สัมผัสที่ผมได้รับไม่ใช่พลาสติกที่แข็งกระด้าง แต่มันคือน้ำหนักที่หน่วงมือราวกับเนื้อสดๆ มันเกร็งตัวสู้แรงผม พละกำลังของมันมหาศาลจนผมกระเด็นไปกระแทกตู้เย็น
ผมคว้าขามันไว้ได้อีกครั้ง ความโกรธแค้นปนความกลัวทำให้ผมเหวี่ยงร่างของมันฟาดเข้ากับผนังปูนอย่างสุดแรง
“กร๊อบ!”
เสียงนั้นไม่เหมือนพลาสติกแตก แต่มันคือเสียงหักของกระดูกที่แห้งกรอบ ร่างของมันกระเด็นกระแทกมุมโต๊ะจนแขนขวาหลุดกระเด็นออกมา… ไม่มีเลือดหยดลงพื้น มีเพียงของเหลวสีคล้ำเหนียวข้นที่ซึมออกมาจากรอยแยกของพลาสติก และเสียงลมหายใจฟืดฟาดเหมือนคนกำลังสำลักน้ำที่ดังออกมาจากลำคอของมัน
พอมันนิ่งสนิทลง ผมไม่รอช้า รีบคว้าถุงดำใบใหญ่ยัดร่างที่เหลือเพียงแขนเดียวลงไป มัดปากถุงด้วยเชือกจนแน่นหนาหลายทบ ผมนั่งเฝ้าถุงนั้นทั้งคืนในความมืด ร่างกายสั่นสะท้าน มือยังคงรู้สึกถึงแรงขัดขืนที่เหมือนมนุษย์ในวินาทีที่ต่อสู้กัน
แสงสว่างของรุ่งเช้าไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกเย็นเยียบในใจจางหายไป ผมหิ้วถุงดำที่หนักอึ้งอย่างประหลาดออกไปที่รถ มือยังคงสั่นจนแทบจะไขกุญแจไม่ได้ ทุกจังหวะที่รถเคลื่อนไป ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่าง “ขยับ” อยู่ในถุงหลังรถ เสียงพลาสติกเสียดสีกับถุงดัง แกรก… แกรก… เป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนเสียงหัวใจเต้น

เมื่อถึงร้านขายของเก่า บรรยากาศรอบตัวดูมืดครึ้มผิดปกติ ทั้งที่เป็นเวลาสายแล้ว ผมกระชากถุงดำเข้าไปในร้านที่เหม็นอับกลิ่นฝุ่นและสาปควาย เจ้าของร้านชายแก่หลังค่อมเงยหน้าขึ้นจากกองหนังสือเก่า นัยน์ตาฝ้าฟางของเขามองมาที่ถุงในมือผมด้วยรอยยิ้มที่ชวนให้สันหลังวาบ
“ผมเอามาคืน… ผมไม่ต้องการมันแล้ว!”
ผมตะคอก เสียงสั่นเครือพลางโยนถุงลงบนเคาน์เตอร์ ชายแก่ไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแต่ยื่นมือที่เหี่ยวแห้งมาแกะเชือกที่ผมมัดไว้แน่นหนาออกช้าๆ ทีละปม… ทีละปม…
ดึงตุ๊กตาแขนขาดออกมาถือไว้…..!
หลังจากที่ชายแก่รับตุ๊กตาคืนไปด้วยสีหน้าประหลาด ผมไม่รอให้ถาม หันหลังกลับพุ่งตัวออกจากร้านนั้นทันที
ชายแก่สาวเท้าตามมออกมาติด ๆ โบกสองมือเรียกให้หยุด ความกลัวลานสั่งให้ผมต้องหนีไปให้พ้นจากสายตาของตุ๊กตาพลาสติกคู่นั้น
ผมกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกมาอย่างเสียสติ สายตาเลื่อนลอยมองแต่พื้นถนนเบื้องหน้า หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก
“โครม!”
ความรีบเร่งจนไม่ดูทาง ผมพุ่งชนกับคนเดินสวนทางเข้ามาในร้าน แรงปะทะล้มลงไปกองกับพื้นทั้งคู่ ผมรีบละล่ำละลักขอโทษทั้งที่ยังขวัญเสีย ยื่นมือช่วยประคองหญิงสาวที่ลุกตาม
แต่แล้วมือของผมก็ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ… เมื่อสบตากับหญิงสาวที่เงยหน้าจ้องด้วยควาาโกรธ
เธอรี่มาหาผมเหมือนอาฆาตมาดร้าย แล้วเค้นเสียงแหลมพร่าที่สั่นประสาทออกมา…….!
“เอาแขนของฉัน….คืนมา !”



