ผมเห็นหมวกแก๊ปที่เขียนคำว่า “VETERAN” (ทหารผ่านศึก) ก่อน แล้วก็เห็นบัตร EBT (บัตรสวัสดิการช่วยเหลือค่าอาหารในอเมริกา)
และความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว ขอพระเจ้าทรงอภัย ไม่ใช่คำว่า “ขอบคุณที่คุณเคยรับใช้ชาติ”
แต่คือคำว่า “จริงเหรอ?”
ผมยืนอยู่เป็นคนที่สามในแถวของร้านขายของราคาประหยัด นาฬิกาบนมือถือบอกเวลา 13:47 น.
ผมมีนัดคุยกับลูกค้าตอนบ่ายสองรถเข็นของผมเต็มไปด้วยของราคาแพง นมออร์แกนิก ผักโขมล้างแล้ว เนื้อวัวเลี้ยงด้วยหญ้า
ชีวิตกำลังไปได้ดี แต่ความอดทนกลับเหลือน้อยเต็มที
ชายตรงหน้าดูเหมือนคนที่ถูกสลักขึ้นมาจากไม้เก่า
ใส่เสื้อพรางซีด ๆ มือเต็มไปด้วยรอยแผลจากงานหนักที่ผมไม่เคยทำ
บนหัวมีหมวกสีกรมที่เขียนว่า “VETERAN”
เขาเคลื่อนไหวช้า ช้ามาก ค่อย ๆ วางของลงบนสายพานทีละชิ้น ขนมปังขาวยี่ห้อทั่วไป ซุปไก่สองกระป๋อง แอปเปิลซอสขวดเล็ก และพุดดิ้งช็อกโกแลตหกถ้วยแล้วเขาก็ยื่นบัตร EBT เสียง บี๊บ ดังขึ้น

พนักงานคิดเงินวัยรุ่นแทบไม่เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ
“บัตรใช้ไม่ได้ค่ะ ยอดเงินไม่พอ”
ผมเผลอถอนหายใจเสียงดัง
ผู้หญิงข้างหลังที่ใส่ชุดวอร์มแบรนด์เนมพึมพำออกมาคำหนึ่ง
คำที่มักลอยอยู่ในอากาศของแถวจ่ายเงินในร้านขายของทุกแห่งในอเมริกา
“ภาษีฉัน…”
ไหล่ของชายคนนั้นตกลง
เขาไม่โกรธ ไม่เถียง
เพียงแต่ดู เหนื่อยล้า
ล้าในแบบที่ลึกถึงกระดูก
เขาล้วงมือในกระเป๋า หยิบเศษแบงก์ยับ ๆ กับเหรียญออกมา
แล้ววางไว้บนเคาน์เตอร์
“เอา… เอาแค่ขนมปังกับซุปก็พอครับ”
เสียงของเขาแหบพร่า
“ของที่เหลือ ผมจะเอาไปเก็บคืนเอง”
“แอปเปิลซอสกับพุดดิ้งด้วยไหมคะ?”
พนักงานถามพร้อมกับเริ่มยกของออกจากระบบ
“ใช่ครับ… ขอโทษที่ทำให้เสียเวลา”
เขาจ่ายเงิน แล้วเดินจากไปอย่างช้า ๆ ทิ้งพุดดิ้งกับแอปเปิลซอสไว้บนเคาน์เตอร์
ผมรู้สึกทั้งสงสาร ทั้งดูถูกในเวลาเดียวกัน
ในใจแว่วคำว่า “จัดลำดับความสำคัญหน่อยสิ”
ในขณะที่ผมหยิบบัตรเครดิตแพลตินัมมาจ่ายของราคาแพงของตัวเอง ภาษีของผมเลี้ยงดูเขาแท้ ๆ แล้วเขายังจัดการไม่ได้อีกหรือ
ผมรีบเก็บของใส่ถุง หงุดหงิดที่ต้องเสียเวลา
ตอนนั้นพนักงานกำลังโยนของ “คืนชั้น” ลงในกล่อง
พุดดิ้งช็อกโกแลตหกถ้วยวางอยู่ตรงนั้น
ผมมองมันอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วเสียงของพ่อดังขึ้นมาในหัว
พ่อผมเป็นช่างไม้ เขามีกฎแค่ข้อเดียวในชีวิต
“อย่ามองใครต่ำ เว้นแต่ว่าคุณกำลังยื่นมือไปช่วยเขาให้ลุกขึ้น”
“ให้ตายสิ…” ผมพึมพำ
ผมมีงาน ผมมีนัด ผมไม่มีเวลาสำหรับเรื่องแบบนี้
แต่สุดท้ายผมก็หยิบพุดดิ้งกับแอปเปิลซอสขึ้นมา
“คิดเงินเพิ่มอันนี้ด้วยครับ” ผมพูดเสียงแข็ง พร้อมแตะบัตรก่อนพนักงานจะพูดอะไรได้
คว้าถุงเล็ก ๆ แล้ววิ่งออกไปลานจอดรถ
“คุณครับ!” ผมตะโกน “คุณลืมของไว้!”
เขาเดินไปถึงรถกระบะเก่า ๆ คันหนึ่ง สนิมกินทั่วคัน ราวกับมันยังอยู่ได้ด้วยแรงระลึกถึงอดีตเท่านั้น
บนกระจกหลังมีสติกเกอร์ “Semper Fi” ซีด ๆ ลอกครึ่งหนึ่ง (“Semper fi” เป็นคำย่อของวลีภาษาละติน “semper fidelis” ซึ่งแปลว่า “ซื่อสัตย์เสมอ” หรือ “จงรักภักดีเสมอ” เป็นคำขวัญอันโด่งดังของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความภักดีต่อกันและต่อประเทศชาติ )
เขาหันมามองด้วยความงุนงง และนั่นเองที่ประตูฝั่งผู้โดยสารเปิดออก
ผมชะงัก
มีผู้หญิงคนนึงนั่งอยู่ในนั้น ตัวผอมจนเห็นกระดูก ห่มผ้าห่มซีด ๆ ทั้งที่อากาศไม่ได้หนาว สวมหมวกไหมพรมสีฟ้าปิดศีรษะที่ล้านจากเคมีบำบัด
เธอมองชายชราด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“แฟรงก์…” เธอพูดเบา ๆ เหมือนเสียงกระดาษบาง ๆ “ได้ไหม… พุดดิ้งน่ะ?”
ความตัดสินในใจผมหายไปในพริบตา เหมือนควันถูกลมพัด แฟรงก์ไม่แม้แต่จะมองผม
เขามองเธอแทน แววตาที่เมื่อครู่ดูพ่ายแพ้กลับเปลี่ยนไป กลายเป็นสายตาเต็มไปด้วยความรัก อ่อนโยน และปกป้องอย่างสุดหัวใจ
“ได้สิ มารี” เขาพูดเสียงสั่น “ฉันได้พุดดิ้งของเธอแล้ว”
เขารับถุงไปจากมือผม ดวงตาของเขาสบกับผมครั้งแรก นั่นไม่ใช่ดวงตาของคนขี้เกียจ
แต่มันคือดวงตาของ “นักรบ”
คนที่กำลังต่อสู้ในสงครามอีกแบบ สงครามที่เขากำลังแพ้ มีเพียงซุปกระป๋องกับเหรียญในกระเป๋าเป็นอาวุธ
“มัน… มันเป็นอย่างเดียวที่เธอกินได้” เขาพูดกับอากาศ “ยาพวกนั้นทำให้ทุกอย่างมีรสเหมือนโลหะ แต่เธอบอกว่าช็อกโกแลตยังอร่อยเหมือนเดิม”
ผมยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนคนปลอม ๆ ใส่รองเท้าราคาแพง ถือถุงผักเคลราคาเหยียบร้อย
ทันใดนั้นทุกอย่างก็ชัดเจน
บัตร EBT ใบนั้นไม่ใช่ของคนขี้เกียจ
แต่มันคือของ “ผู้ดูแล”
ยอดเงินไม่พอไม่ใช่เพราะเขาใช้เงินไม่เป็น
แต่มันคือก้นถังของชีวิตที่ถูกขูดจนหมดด้วยหนี้ค่ารักษาที่ไม่มีวันชำระได้หมด
เขาใช้คูปองอาหารเพื่อซื้อ “ความสุขสุดท้าย” ให้ภรรยาที่กำลังจะจากไป
ผมหันไปมองรถเข็นของตัวเอง
ผมรีบเพราะจะไปคุยกับลูกค้า เพื่อปิดดีล เพื่อเอาค่าคอม เพื่อผ่อนคอนโด เพื่อรักษาชีวิตที่สะดวกสบายไว้
และสิ่งที่ผมหงุดหงิดคือ… การต้องรอสามนาทีในแถวจ่ายเงิน
ผมพยายามพูดอะไรสักอย่าง แต่เสียงขาดหาย
“ขอบคุณที่คุณเคยรับใช้ชาติ” มันฟังดูตลกร้ายเกินไป
แฟรงก์เพียงพยักหน้าเบา ๆ เหมือนจะพูดว่า “ขอบคุณ”
เขาเปิดถ้วยพุดดิ้งด้วยมือที่เต็มไปด้วยรอยแผล
แล้วส่งให้ภรรยาด้วยช้อนอย่างทะนุถนอม
ผมเดินกลับไปที่รถ SUV ใหม่เอี่ยม
นั่งนิ่งอยู่สิบกว่านาที งานที่ต้องโทร ลูกค้าที่ต้องคุย ลืมหมด
ผมร้องไห้ ไม่ใช่แค่เพราะพวกเขา
แต่เพราะพ่อของผม
เพราะหัวใจที่ด่วนตัดสินของตัวเอง
และเพราะได้รู้ว่า “มันง่ายแค่ไหนที่จะใจร้าย…เมื่อชีวิตเราอยู่สบาย”
เราเห็นแค่บัตร EBT
เราเห็นแค่รถเก่า
เราเห็นแค่ของราคาถูก
แล้วเราก็เขียนเรื่องราวทั้งชีวิตของคน ๆ นั้นภายในห้าวินาที “ขี้เกียจ” “ล้มเหลว” “ภาระสังคม”
แต่สิ่งที่เรา ไม่เห็น คือเหตุผล
เราไม่เห็นผู้หญิงที่นั่งอยู่เบาะข้าง
เราไม่เห็นกองบิลค่ารักษาที่กลืนกินเงินเก็บทั้งชีวิต
เราไม่เห็น “นักรบในเสื้อเชิ้ตลายสก็อต” ที่แค่พยายามซื้อช็อกโกแลตถ้วยสุดท้ายให้คนที่รัก
ทุกคนต่างกำลังเข็นรถเข็นของตัวเอง เต็มไปด้วยสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
ก่อนจะตัดสินว่าในรถเข็นของใครมีอะไร
ลองจำไว้ว่า… คุณไม่มีทางรู้เลยว่าเขากำลัง “แบกอะไร” มาตลอดทางแค่นั้นเอง



