รถบรรทุกน้ำมันที่มาจอดรถบริเวณด่านช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค.2568 และสะสมอยู่ประมาณ 80 คัน กระทั่งเช้าวันที่ 15 ธ.ค.2568 มีรถบรรทุกมาเพิ่มอีกรวมกว่า 150 คัน ยังไม่นับรวมที่จอดรอด้านนอกด่านอีกจำนวนมาก
เมื่อสอบถามคนขับรถบรรทุกน้ำมัน ทราบว่า รถบรรทุกน้ำมันทั้งหมด มีต้นทางขนส่งน้ำมันมาจากภาคตะวันออก จากโรงกลั่นน้ำมัน 4 แห่ง คือ โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ จ.ชลบุรี โรงกลั่นน้ำมันจีซีมาบตาพุด จ.ระยอง โรงกลั่นน้ำมันไออาร์พีซี จ.ระยอง และโรงกลั่นน้ำมัน ของ บริษัท เชฟรอน จำกัด จ.ระยอง
จากนั้นเดินทางผ่านเส้นทางสาย 304 มาทาง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ก่อนจะเลี้ยวเข้าถนนสาย 24 เรื่อยมาจนถึง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ผ่าน อ.วารินชำราบ และ อ.สว่างวีรวงศ์ จ.อุบลราชธานี มุ่งหน้าสู่ช่องเม็ก ชายแดนไทย-ลาว ใช้เวลาเดินทางอย่างน้อย 14 ชั่วโมง
เมื่อผ่านด่านแล้วจะเดินทางต่อไป จนถึงด่านหนองนกเขียน ประเทศลาว ซึ่งเป็นด่านที่เชื่อมประเทศลาว กับประเทศกัมพูชา ชื่อด่านตาเบียงเกียง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
จึงเป็นที่แน่นอนว่านักธุรกิจไทยยังคงส่งน้ำมันเข้าไปจำหน่ายให้กัมพูชา ผ่าน สปป.ลาว
เมื่อตรวจสอบพบดังนี้ สปป.ลาวเคยต้องการน้ำมันประมาณ 120 ล้านลิตรต่อเดือน แต่ปัจจุบันนำเข้าจากไทยลดลงเนื่องจากวิกฤตเงินกีบ และเริ่มนำเข้าจากจีน แต่ไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกหลัก โดยมีตัวเลขล่าสุด (พ.ศ. 2568) ที่รถบรรทุกน้ำมันจำนวนมากจากไทยเข้าลาว (4.3 ล้านลิตร/วัน) และข้อมูลปี 2564-2567 แสดงว่าลาวนำเข้าเฉลี่ยเดือนละราว 100-140 ล้านลิตร โดย 70-80% มาจากไทย.
จากการค้นข้อมูลทราบว่าลาวนำเข้าน้ำมันจากไทยวันละประมาณ 3 ล้านลิตร โดยรถบรรทุก 60 คัน และไม่ได้เข้าเฉพาะทางช่องเม็ก เท่านั้น แต่ยังไปเฉลี่ยเข้าทางหนองคาย,มุกดาหารและนครพนมด้วย
ดังนั้นช่วงนี้รถบรรทุกน้ำมันประมาณ 150 คันที่จะเข้าสปป.ลาวทางช่องเม็กนั้น จึงจะต้องนำไปส่งกัมพูชาแน่นอน นับเป็นเรื่องดี กองทัพภาคที่ 2 สั่งห้ามเพราะน้ำมันคือยุทธปัจจัยที่สามารถนำไปเติมเครื่องยนต์ รถถัง รถยิงระเบิดอย่าง BM- 21 เข้ามาทำร้ายคนไทยและประเทศไทยด้วย ไทยยังจะต้องเข้มงวดห้ามส่งเข้าสินค้าบริโภคต่างๆด้วยเช่นบะหมี่สำเร็จรูปเพราะปรุงง่าย สะดวก เป็นวิธีหนึ่งที่จะเผด็จศึกเขมร



