คดีภาษี 17,000 ล้าน | คดีชั้น 14 | และมรดก 30 บาทที่กลายเป็นภาระของคนรุ่นหลัง
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ชื่อ **”ทักษิณ ชินวัตร”** ถูกผูกกับสามคำ:
**ความสำเร็จ** (ในสายตาผู้สนับสนุน)
**ความอยุติธรรม** (ในคำกล่าวอ้างของพรรคการเมือง)
**ความสงสาร** (ในกลยุทธ์ทางการเมือง)
แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ทศวรรษ **สิ่งที่ปรากฏชัดต่อสายตาประชาชนทั้งประเทศ** กลับเป็นอีกแบบหนึ่งและหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป
บทความนี้สรุป**ภาพรวมทั้งหมด**ที่สังคมเห็นในวันนี้ ตั้งแต่โครงการ 30 บาท จนถึงคดีภาษีและคดีชั้น 14 เพื่อให้เข้าใจได้ในบทความเดียว
1️⃣ โครงการ 30 บาท: ความสำเร็จในระยะสั้น ภาระในระยะยาว
✅ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในช่วงแรก
โครงการนี้ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขง่ายขึ้นจริง คนไปหาหมอบ่อยขึ้น รัฐบาลได้คะแนนนิยมสูงสุด และคนรู้สึกว่ารัฐใส่ใจ ความสำเร็จในระยะสั้นนั้นดึงดูด ความสนใจแม้กระทั่ง WHO ก็ชมเชย แต่รู้หรือไม่ว่า ผู้ประสานงาน ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและ WHO ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาชื่อว่าสุวิทย์ วิบูลย์ผลประเสริฐ “ตลอดราว 20 ปีที่ผ่านมา การประสานงานด้านนโยบายสุขภาพระหว่างไทยกับ WHO อยู่ในมือกลุ่มเดิมๆ นำโดย นพ.สุวิทย์ วิบูลย์ผลประเสริฐ ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขด้านต่างประเทศ และมักเป็นหัวใจของคณะผู้แทนไทยในเวที WHO แทบทุกครั้ง”
“เมื่อบุคคลเดียวกันทั้งเป็นสถาปนิกหลักของระบบ 30 บาท เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาในหน่วยงานที่ได้ประโยชน์ทางการเมืองและเชิงภาพลักษณ์จากโครงการนี้ พูดง่ายๆ ท่านผู้นี้ไม่เคยหลุดจากการเป็นส่วน หนึ่งของการบริหารตั้งแต่ระดับหลักจนถึงระดับสาขา ของ สปสช. และยังเป็นผู้เล่าเรื่อง/สื่อสารต่อ WHO และสาธารณชนว่า ‘WHO ชมเชย’ ระบบนี้ด้วย จึงเป็นธรรมดาที่สังคมจะตั้งคำถามเรื่อง ‘ความเหมาะสม’ และ ‘สมดุลของเสียงวิจารณ์’
และ ในส่วน นอกเหนือจาก สปสช. หันมาในส่วนของ กระทรวงสาธารณสุข ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐมนตรี มาเป็นหน้าไหนก็ตาม อัศวินอนาล็อกท่านนี้ ก็มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะดำรงตำแหน่งนี้ ตำแหน่งการประสานงานกับ WHO ของกระทรวงอย่างชัดเจน แน่นอนทุกครั้งไป เสมือนว่าไม่มีใครในประเทศมีฝีมือแบบนี้อีกแล้ว
❌ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลัง 20 ปี
**ในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข** นี่คือประชานิยมแบบ pure consumption:
**ไม่มีการร่วมจ่าย** → ไม่มีกลไกควบคุมการใช้จ่าย
**ไม่มีแรงจูงใจให้ดูแลตัวเอง** → โรค NCD พุ่งสูง โรคไตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
**ไม่มีทุนรองรับระยะยาว** → ระบบขาดดุลเรื้อรัง
**ผลลัพธ์ที่เห็นชัดในปัจจุบัน:**
– โรงพยาบาลรัฐหนี้สะสมสูง
– บุคลากรทางการแพทย์ workload ล้นมือ
– ประชาชนคุ้นชินกับการใช้บริการโดยไม่จำกัด
– เกิด **dependency** หรือความเสพติดต่อสวัสดิการฟรี ต้องฟรี ต้องเพิ่มสิทธิ์ ไม่ยอมร่วมจ่าย
ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้โมเดล co-payment, insurance mix และการร่วมรับผิดชอบ ประเทศไทยกลับติดกับดักประชานิยมที่ไม่มีรัฐบาลใดกล้าแก้
**ความสำเร็จในอดีต จึงกลายเป็นหนี้สินของรุ่นลูกหลาน**
2️⃣ คดีภาษี 17,000 ล้าน: เมื่อศาลตัดสินชี้ชัดว่า “หลบภาษี”
โครงสร้างการขายหุ้นชินคอร์ปที่ถูกใช้:
1. โอนหุ้นให้ลูกในราคา 1 บาท
2. ลูกขายต่อให้เทมาเสกในราคา 49 บาท
3. ส่วนต่างกำไร “เป็นของลูก”** → ไม่ต้องเสียภาษี
นี่คือสูตรคลาสสิกของการหลบภาษี: **ใช้ลูกเป็นตัวกลางเพื่อย้ายกำไรออกจากตัวเอง**
คำพิพากษาศาลฎีกาภาษีอากร (2568):
ผู้มีเงินได้ตามความจริงคือทักษิณ ชินวัตร
ต้องชำระภาษี + เงินเพิ่ม + เบี้ยปรับ รวมกว่า 17,000 ล้านบาท
ทำไมคำตัดสินนี้สำคัญ?
เพราะมันทำให้ประชาชน **ฟื้นความจำ** ได้อีกครั้งว่า:
– ความเหลื่อมล้ำในประเทศไม่ได้เกิดจากโครงสร้างเพียงอย่างเดียว
– แต่เกิดจากคนที่มี **ความรู้ + อำนาจ + เครื่องมือทางกฎหมาย** ใช้ระบบให้เป็นประโยชน์กับตัวเองได้ ดีกว่าคนทั่วไป
และมันสะเทือนความรู้สึกของ**ผู้เสียภาษีชนชั้นกลาง**ที่จ่ายภาษีตรงตัวทุกบาททุกสตางค์ คนยากจนก็จ่ายภาษีทางอ้อมผ่านระบบ Vat ขณะที่คนรวยที่สุดกลับหลบได้หมดด้วยเล่ห์กลทางกฎหมาย และหลบที หลบได้เป็นเกือบ 20,000 ล้าน. แล้วเอาเงินส่วนนี้มา เป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้พรรคการเมือง ที่กำลังจะมาขายประชานิยม และ ซื้อใจประชาชน รวมทั้งเป็นกระสุน ดินดำในการเลือกตั้งทุกครั้ง เป็นแรงดึงดูดของบรรดานักการเมืองผู้หิวกระหายต่ออำนาจการเมือง และบรรดาสมุนบริวารที่ไม่เคยขาดมือ จากเงินเลี่ยงภาษีของแผ่นดินส่วนนี้ ที่เป็นทุนดำเนินการ นี่เอง
การยกยอปอปั้น ของบรรดาเหล่าบริวาร ก็ล้วนเป็นไปเพื่อส่งเสริมให้เจ้านายหลงระเริง ว่ามีสติปัญญาที่แหลมคม และเป็นขวัญใจชนชั้นรากหญ้าตลอดมา ยิ่งคิดหานโยบายประชานิยมหลากหลาย มาประเคน ทั้งเงินหมื่นดิจิตอล ที่เหลวไม่เป็นท่า และน่าจะมีอีกหลายบรรดานโยบายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
3️⃣ คดีชั้น 14: จุดเปลี่ยนที่ทำลาย Narrative ความสงสาร
แต่ประเด็นที่**แรงที่สุดในเชิงอารมณ์** ไม่ใช่ภาษี
คือ **คดีชั้น 14 คืนแรกในเรือนจำ**
– ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลตำรวจทันที
– พักในห้องพิเศษระดับ VIP
– ได้รับการดูแลแบบที่นักโทษทั่วไปไม่เคยได้รับ
จนกลายเป็น meme ทั้งประเทศว่า:
**”คุกมีไว้ขังหมาและคนจน”**
ทำไมเรื่องนี้ถึงโดนใจชนชั้นล่าง?
เพราะมันเป็น**ความไม่เท่าเทียมที่จับต้องได้** ไม่ใช่ตัวเลขบนกระดาษ
ประชาชนหลายคนมีญาติ เพื่อน คนรู้จัก ที่**ป่วยหนักในเรือนจำ**แต่ไม่เคยได้รับแม้แต่ 1% ของสิทธิที่ทักษิณได้รับ
ความรู้สึกนี้**ทำลาย narrative** ว่า “ทักษิณคือเหยื่อของรัฐ” ลงอย่างราบคาบ
4️⃣ กลยุทธ์ความสงสาร: เริ่มไม่ขายแล้ว
เมื่อพรรคเพื่อไทยพยายามปรับ narrative ว่า:
– ทักษิณแก่แล้ว
– สุขภาพย่ำแย่
– เครียดมาก
– ควรได้รับพักโทษเพราะมนุษยธรรม
**ประชาชนกลับเชื่อมเรื่องนี้เข้ากับ:**
– คดีภาษี 17,000 ล้าน
– สิทธิพิเศษชั้น 14
– บทเรียน 20 ปีของ 30 บาท (และถ้าเลย ปีนี้ไป คนจนจะเดือดร้อนจริงๆ เพราะความลำบาก ในการไปโรงพยาบาลจะมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งตัวก็ไม่ได้อีก เพราะไม่มีงบตามไปจ่าย)
**ผลลัพธ์คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในหมู่คนจำนวนมาก:**
“ตอนรวย ใช้เล่ห์หลบภาษี
ตอนติดคุก ใช้อภิสิทธิ์ไม่ต้องอยู่จริง
แล้ววันนี้จะให้เราสงสาร?”
นี่คือ **emotional reversal** ที่พรรคเพื่อไทยไม่อยากเจอ แต่กำลังเกิดขึ้นจริง
5️⃣ ความไม่น่าไว้วางใจของทักษิณปรากฏในหลายมิติ ทั้งการคบหาฮุนเซนที่ผูกพันกันด้วยผลประโยชน์เรื่องพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเกาะกูดซึ่งมีปิโตรเลียมมหาศาล นำมาซึ่งปัญหา MOU ซึ่งกลายเป็น หนามยอกอกของประเทศไทยขณะนี้ การเปิดช่องให้กลุ่มทุนเทาและต่างชาติรุกคืบถือหุ้นในกิจการยุทธศาสตร์ของไทยอย่างน้ำมันและธนาคาร ตลอดจนแผนผลักดันคาสิโนหรือ Entertainment Complex ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนสีเทา ซึ่งล้วนมีความเสี่ยงต่อความมั่นคง และสร้างความขัดแย้งรุนแรงระหว่างไทย–กัมพูชา และความเสียหายที่เกิดขึ้น จากความขัดแย้งส่วนบุคคลจนกลายเป็นระดับประเทศ คือผลประโยชน์นับแสนล้านของประเทศที่สูญเสียไป จากความชะงักงันของเศรษฐกิจ. นี่ยังไม่นับความเสียหายจาก คดีจำนำข้าวในสมัยของยิ่งลักษณ์ น้องสาวทักษิณ ที่ศาลพิพากษาแล้วว่า ความเสียหาย ระดับหมื่นหมื่นล้านเช่นกัน ซึ่งเชื่อว่า เป็นการกระทำการผ่านน้องสาว ซึ่งไม่น่าจะมีกึ๋นเท่ากับพี่ชาย
6 บทสรุป: เมื่อตำนานพบกับความจริง
บทสรุปในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ทักษิณดีหรือไม่ดี” หรือ “เพื่อไทยถูกหรือผิด”
แต่เป็นบทเรียนว่า:
**ความสำเร็จในอดีต หากไม่สอดคล้องกับความจริงในปัจจุบัน ก็จะกลายเป็นภาระของตัวเอง**
**30 บาท** → ช่วยประชาชนจริง แต่ขาดความยั่งยืน ทิ้งภาระให้รุ่นหลัง
**การก้าวขึ้นสู่อำนาจ** → เต็มไปด้วยนโยบายกระตุ้น ประชานิยมแบบไม่คิดผลระยะยาว
**การบริหารธุรกิจ** → มีเล่ห์หลบภาษีที่ศาลเพิ่งตัดสินว่าผิดกฎหมาย
**ผลประโยชน์ส่วนตัว ที่ คบหา และ ต่อมามีความขัดแย้งกับ ผู้นำกัมพูชา ที่ มีผลประโยชน์ส่วนตัวเช่น กัน นำไปสู่ความวุ่นวายและปัญหาที่บานปลาย และความเสียหายอีกมากมายทางเศรษฐกิจของประเทศ การประเมินค่าไม่ได้
**การกลับประเทศ** → ตามด้วยอภิสิทธิ์ในคดีชั้น 14
**การขอความสงสาร** → เริ่มไม่ทำงานในสังคมที่ตาสว่างขึ้น
สิ่งที่หลงเหลือหลัง 20 ปี
นี่ไม่ใช่ “เหยื่อ” อย่างที่พรรคอยากให้ประชาชนเห็น
แต่นี่คือผู้เล่นที่เคยฉลาด และมีเล่ห์เหลี่ยมที่สุดในสนาม และยังได้ประโยชน์จากระบบมากที่สุดเสมอ
เมื่อเวลาผ่านไป 2 ทศวรรษ สิ่งที่หลงเหลือไม่ใช่ตำนานของรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
แต่คือ:
**พ่อค้าประชานิยม** ที่ขายความหวังระยะสั้น ทิ้งหนี้ระยะยาว
**นักเลี่ยงภาษีระดับมืออาชีพ** ที่ศาลตัดสินว่าต้องจ่าย 17,000 ล้าน
**นักธุรกิจการเมืองผู้แสวงหาผลประโยชน์ ด้วย Concept ของการจับเสือมือเปล่าจนกระทั่งมีฐานะระดับ อภิมหาเศรษฐีขึ้นมาได้
**ผู้มองเห็นผลประโยชน์ของชาติ ที่สามารถไขว่คว้ามาเป็นส่วนตน โดยอาศัย connection กับอสูรร้ายหน้าไหนแบบไม่เลือก
**คนธรรมดาคนหนึ่ง** ที่สามารถอยู่นอกคุกได้ ทั้งที่ถูกพิพากษาให้จำคุก
**ผู้สร้างความเสพติดประชานิยม** ให้กับประชาชน จนยากแก่การแก้ไขของรัฐบาลในอนาคต
ไม่ต่างไปจากพ่อค้ายาเสพติดคนหนึ่ง
ที่สร้างความสุขชั่วคราว มา 20 ปี แต่ทิ้งความเสียหายระยะยาวให้สังคมทั้งระบบ
**นี่คือภาพที่ประเทศไทย และคนไทยได้มองเห็นชัดเจนขึ้น ในวันนี้ หลังจากผ่านเวลา 20 ปี**
และไม่มีใครสามารถปิดบังมันได้อีกต่อไป
แอดมิน ประชาคมแพทย์



