แต่ต้องกลับไปเจรจาตามMOU2543
ข้อตกลงหยุดยิง 16 ข้อ ไทย–กัมพูชา ต้องทำความเข้าใจให้ชัดก่อนว่า ไม่ใช่ข้อตกลงเรื่องการได้–เสียอธิปไตย และไม่ใช่หลักฐานว่า ใครยึดพื้นที่ได้ตรงไหนแล้วจะครอบครองตรงนั้น ข้อตกลงนี้เป็นเพียงการ “หยุดการใช้กำลัง” เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายเท่านั้น โดยข้อ 3 ระบุชัดว่า ข้อตกลงหยุดยิง ไม่กระทบต่อการกำหนดเขตแดนระหว่างประเทศ และทุกอย่างต้องถูกส่งกลับไปเจรจาในกลไกเดิม
ข้อ 4 ของข้อตกลงยิ่งตอกย้ำว่า พื้นที่ชายแดนไม่ใช่สนามยึดครองถาวร เพราะเปิดทางให้ พลเรือนกลับไปอยู่บ้านและทำมาหากินได้ตามปกติ หมายความว่า การคงกำลังทหารในจุดที่ยึดไว้ เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวด้านความมั่นคง ไม่ใช่การยืนยันสิทธิในดินแดน และไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายในอนาคตได้
หัวใจจริงของเรื่องอยู่ที่ว่า สุดท้ายทุกอย่างต้องกลับไปที่ MOU 2543 ซึ่งเป็นกรอบการเจรจาเขตแดนที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน และ MOU ฉบับนี้ ยึดโยงกับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 เป็นฐานอ้างอิงในการทำงานของคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ไม่ใช่แผนที่ทางทหารมาตราส่วน 1:50,000 ที่ใช้ในสนามรบ
นี่คือจุดที่หลายคนอาจไม่อยากยอมรับความจริงว่า ต่อให้ทหารไทยยึดพื้นที่ได้ในภาคสนามจากแผนที่ 1:50,000 แต่เมื่อเข้าสู่โต๊ะเจรจาตาม MOU 2543 พื้นที่เหล่านั้นอาจไม่มีน้ำหนักทางกฎหมายเลย เพราะกรอบการปักปันเขตแดนสุดท้ายต้องอิงแผนที่ 1:200,000 ตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ตามเส้นที่ได้จากการรบ
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะ ฮุน มาเนต จะออกมาโพสต์ในทำนองว่า การหยุดยิงครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนใด ๆ เพราะในเชิงกฎหมาย เกมจะถูกดึงกลับไปที่ MOU 2543 และแผนที่ 1:200,000 ซึ่งเป็นสนามที่กัมพูชามั่นใจมากกว่า
สรุปสั้น ๆ คือ ข้อตกลงหยุดยิงไม่ใช่ชัยชนะเชิงอธิปไตย ไม่ใช่การ “ยึดได้คือได้” พลเรือนกลับบ้านได้ แต่เขตแดนสุดท้ายยังต้องตัดสินกันใหม่บนโต๊ะเจรจา และถ้าไทยยังต้องเดินตามกรอบ MOU 2543 จริง ก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ได้จากสนามรบ อาจไม่ถูกนับในสมการสุดท้ายเลยก็ได้ แล้วที่แลกด้วยชีวิตทหารที่ต่อสู้ตามแผนที่ 1:50,000 ก็เหมือนไม่ได้อะไรกลับมา
โดย Surawich Verawan



