INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 15 กันยายน 2569
ช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่สังคมเชื่อ” กับ “สิ่งที่กฎหมายพิสูจน์ได้”
กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่
การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2567 กลายเป็นหนึ่งในกระบวนการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดของสังคมไทย จากข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้ง การชี้นำ และการ “ฮั้ว” เพื่อให้ผู้สมัครบางกลุ่มได้เปรียบในกระบวนการเลือก สว. จนเกิดภาพของการดำเนินการที่ถูกกล่าวหาว่ามีลักษณะเป็นขบวนการและมีการเตรียมการล่วงหน้า ความคาดหวังของสังคมจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการตรวจสอบ สว.ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วม แต่ขยายไปถึงคำถามว่า หากมีนักการเมืองหรือบุคคลภายนอกเกี่ยวข้องจริง บุคคลเหล่านั้นต้องถูกตรวจสอบและดำเนินคดีด้วยหรือไม่ นี่คือ “ความคาดหวังของสังคม” ซึ่งต้องแยกออกจากข้อเท็จจริงที่ศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยในท้ายที่สุด
เมื่อเปรียบเทียบกับมติ กกต.วันที่ 14 กันยายน 2569 ภาพที่ออกมาจึงแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ กกต.มีมติส่งผู้ถูกกล่าวหา 77 รายเข้าสู่กระบวนการศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยในจำนวนนี้มี สว. 26 ราย ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ถูกส่งดำเนินคดีตามมติดังกล่าว เหตุผลสำคัญที่ กกต.อธิบายคือ การพิจารณาต้องยึดพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน และหลักฐานไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อบุคคลบางกลุ่ม ผลเช่นนี้จึงไม่ใช่คำพิพากษาว่าใครผิดหรือบริสุทธิ์ แต่เป็นจุดสิ้นสุดของการพิจารณาในส่วนของ กกต.ที่กำลังถูกสังคมจับตามองอย่างหนัก
ปัญหาจึงอยู่ตรง “ช่องว่าง” ระหว่างสองภาพ ภาพหนึ่งคือสังคมจำนวนไม่น้อยมองว่าพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นมีความผิดปกติและคาดหวังให้กระบวนการตรวจสอบไปถึงผู้ที่อาจอยู่เบื้องหลังหรือได้รับประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว แต่อีกภาพหนึ่งคือผลทางกฎหมายที่ กกต.ระบุว่าหลักฐานไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดีกับบุคคลบางกลุ่ม เมื่อสองภาพนี้ไม่ตรงกัน คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ใครรอด ใครถูกฟ้อง” แต่คือ พยานหลักฐานที่ กกต.ใช้ตัดสินมีอะไรบ้าง และเหตุใดจึงนำไปสู่ผลที่แตกต่างกันระหว่างบุคคลแต่ละกลุ่ม การเปิดเผยเหตุผลอย่างละเอียดจึงมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นมากกว่าการขอให้สังคมเชื่อในตัวองค์กรเพียงอย่างเดียว
อีกด้านหนึ่ง ผู้ถูกส่งดำเนินคดี 77 รายก็ไม่ควรถูกตัดสินว่ามีความผิดล่วงหน้า เพราะกระบวนการต่อจากนี้ยังอยู่ในอำนาจของศาล ขณะเดียวกัน ผู้ที่ กกต.ไม่ได้ส่งดำเนินคดีก็ไม่ควรถูกกล่าวหาว่ามีความผิดหรือได้รับการช่วยเหลือโดยปราศจากหลักฐาน นี่คือเส้นแบ่งที่สำคัญของการนำเสนอข่าว หากสื่อหรือฝ่ายการเมืองนำ “ความคาดหวังของสังคม” ไปแทนที่ “พยานหลักฐานทางกฎหมาย” ความขัดแย้งจะยิ่งรุนแรง แต่ในทางกลับกัน หากองค์กรอิสระตอบเพียงว่า “หลักฐานไม่เพียงพอ” โดยไม่อธิบายให้เห็นเหตุผลอย่างชัดเจน ช่องว่างแห่งความสงสัยก็จะยิ่งขยายตัว
สิ่งที่กำลังตามมาจึงอาจไม่ได้จำกัดอยู่ในคดี สว. แต่รวมถึง วิกฤตความเชื่อมั่นต่อองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับการเลือกตั้ง เพราะเมื่อผลทางกฎหมายไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชน ย่อมเกิดแรงกดดันให้ กกต.ต้องชี้แจงกระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียด ฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมมีแนวโน้มใช้ประเด็นนี้ตรวจสอบต่อไป ทั้งในสภาและพื้นที่สาธารณะ ขณะที่สถานะและความชอบธรรมของ สว.บางส่วนอาจถูกตั้งคำถามต่อเนื่อง แม้ข้อกล่าวหาจะยังต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมายก็ตาม หากคำอธิบายของทุกฝ่ายไม่สามารถเชื่อม “ความรู้สึกของสังคม” เข้ากับ “ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย” ได้ ความขัดแย้งทางการเมืองก็อาจขยายตัวเกินกว่าตัวคดี
และนี่คือสิ่งที่ต้องจับตาหลังวันที่ 14 กันยายน 2569 เราไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง กกต.หรือฝ่ายที่กล่าวหา กกต. เพราะหน้าที่ของสังคมคือดูทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคือข้อกล่าวหาและความคาดหวังว่าหากมีการกระทำเป็นขบวนการจริง ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับต้องถูกตรวจสอบ อีกด้านคือหลักฐานที่ กกต.นำมาใช้ตัดสินและกระบวนการยุติธรรมที่ต้องให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดในท้ายที่สุด แต่เมื่อสองด้านนี้เดินมาบรรจบกันแล้วกลับให้ภาพแตกต่างกันอย่างมาก สิ่งที่ต้องถามต่อจึงไม่ใช่ “ใครชนะ” หากคือ ระบบจะอธิบายช่องว่างนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้ความสงสัยกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ และไม่ให้ความไม่ไว้วางใจกลายเป็นความขัดแย้งรอบใหม่
เชื่อไหมว่า บางครั้ง วิกฤตไม่ได้เกิดจากคำตัดสินเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากวันที่ประชาชนรู้สึกว่า คำอธิบายของระบบไม่สามารถตอบคำถามที่อยู่ในใจของพวกเขาได้



