INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569
จากรถกู้ชีพเอราวัณถูกขวาง สู่คำถามใหญ่ของไทย
สิทธิบนถนนเกิดจาก “กฎหมาย” หรือยังต้องรอ “น้ำใจ”
เหตุรถพยาบาลเอกชนจอดขวางรถกู้ชีพเอราวัณ เปิดช่องว่างของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ขณะที่รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical Services แต่โจทย์สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรให้กฎหมาย มาตรฐาน และการบังคับใช้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
“รถฉุกเฉิน” มีภารกิจแข่งกับเวลา แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่รถพยาบาลเอกชนจอดขวางรถกู้ชีพขั้นสูง หรือ ALS (Advanced Life Support) ของศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานครจนไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากพื้นที่ได้ และมีการเรียกเก็บเงิน “ค่าเสียเวลา” 1,000 บาทจากญาติผู้ป่วย ทำให้กระทรวงสาธารณสุข สั่งให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงและวางมาตรการป้องกันเหตุซ้ำ
ข้อเท็จจริงเบื้องต้นคือ ญาติผู้ป่วยวัย 83 ปี โทรแจ้งสายด่วน 1669 และด้วยความกังวลยังติดต่อรถพยาบาลเอกชนเพิ่มเติม ขณะที่ศูนย์เอราวัณส่งรถ ALS เข้ารับผู้ป่วยก่อน ต่อมารถพยาบาลเอกชนมาถึงและจอดขวางทางออกของซอย พร้อมมีการเรียกเก็บเงิน 1,000 บาท ก่อนจะยอมถอยรถให้ ประเด็นจึงไม่ได้อยู่เพียงพฤติกรรมของคนขับ แต่คือระบบสามารถป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยรายเดียวถูกส่งรถเข้าหลายระบบโดยไม่มีการประสานงานกันได้หรือไม่ และที่สำคัญกว่านั้นคือ รถที่อ้างว่าเป็นรถพยาบาลฉุกเฉินมีสถานะอยู่ในระบบกำกับดูแลของรัฐหรือไม่
แล้ว
สพฉ. ระบุภายหลังการลงพื้นที่และรวบรวมพยานหลักฐานว่า บุคลากรประจำรถ รถพยาบาลเอกชนคันเกิดเหตุ และหน่วยงานต้นสังกัด ไม่ได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนและขอรับการรับรองจาก สพฉ. ข้อเท็จจริงนี้ทำให้คำถามเรื่อง “รถฉุกเฉิน” เปลี่ยนไปจากเดิม เพราะการมีรถพยาบาลหรือสัญญาณฉุกเฉินไม่ได้ทำให้ทุกคันมีสถานะเหมือนกันโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ระบบต้องทำให้ประชาชนเข้าใจได้คือ รถคันใดอยู่ในระบบ รถคันใดได้รับการรับรอง และรถคันใดกำลังปฏิบัติภารกิจตามระบบการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 76 กำหนดว่า เมื่อเห็นรถฉุกเฉินขณะปฏิบัติหน้าที่และใช้ไฟสัญญาณวับวาบ หรือได้ยินเสียงไซเรน ผู้ใช้ทางต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน โดยผู้ขับขี่ต้องหยุดหรือจอดชิดขอบทางด้านซ้ายตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นโจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่ “มีกฎหมายให้ทางหรือไม่” แต่คือ ระบบสามารถทำให้ประชาชนแยกแยะและเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่า รถที่กำลังใช้สิทธิฉุกเฉินนั้นเป็นรถที่มีสถานะและกำลังปฏิบัติภารกิจอย่างถูกต้อง หากตอบคำถามนี้ไม่ได้ การมีสิทธิบนกระดาษก็อาจไม่เพียงพอเมื่อเกิดเหตุจริง
ที่ เยอรมนี ใช้หลัก “ช่องทางกู้ภัย” โดยกำหนดให้ผู้ใช้ทางสร้างช่องทางสำหรับรถกู้ภัยตั้งแต่การจราจรเริ่มติดขัดบนถนนที่อยู่ในเกณฑ์ ไม่ต้องรอให้รถฉุกเฉินมาถึงก่อนจึงค่อยหาทางหลบ ส่วนสิงคโปร์ กำหนดให้ผู้ขับขี่ให้ทางแก่รถฉุกเฉินเมื่อได้ยินไซเรนหรือเห็นไฟสัญญาณ พร้อมแนวทางปฏิบัติ เช่น ให้สัญญาณและเบี่ยงไปทางซ้ายเมื่อปลอดภัย หากเบี่ยงไม่ได้ให้ชะลอเพื่อให้รถฉุกเฉินผ่าน และมีบทลงโทษสำหรับการไม่ให้ทาง บทเรียนจึงไม่ใช่การนำกฎหมายต่างประเทศมาใช้ทั้งชุด แต่คือการทำให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่า “เมื่อรถฉุกเฉินมา ฉันต้องทำอะไร”
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าระบบ Digital EMS และ NDEMS ซึ่ง สพฉ. พัฒนาร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการแพทย์ฉุกเฉิน ตั้งแต่จุดเกิดเหตุจนถึงโรงพยาบาล และสนับสนุนการประเมินผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ ดังนั้นขั้นต่อไปจึงควรทำให้ระบบตอบคำถามพื้นฐานได้ว่า รถคันใดเป็นหน่วยที่ได้รับการรับรอง อยู่ในภารกิจใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อมีรถหลายหน่วยเข้าถึงผู้ป่วยรายเดียวกัน โดยต้องดำเนินการควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัยของระบบและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย
กรณีรถกู้ชีพเอราวัณถูกขวาง ควรถูกใช้เป็น“บทเรียน”เชิงระบบ ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนและรับรองรถ การกำกับบุคลากร การประสานงานระหว่าง 1669 กับผู้ให้บริการเอกชน ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายบนท้องถนน เพราะกฎหมายกำหนดสิทธิในการให้ทางไว้แล้ว แต่รัฐต้องทำให้สิทธินั้นเกิดขึ้นได้จริง ขณะเดียวกันผู้ให้บริการที่ใช้คำว่า “ฉุกเฉิน” ก็ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานที่ตรวจสอบได้ กรณีนี้จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่า “รถคันหนึ่งขวางรถอีกคันหนึ่ง” แต่เป็นคำถามว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยรู้หรือไม่ว่าใครอยู่ในระบบ และประชาชนรู้หรือไม่ว่า“ใครคือรถฉุกเฉิน” ที่มีสิทธิใช้ทาง
“รถฉุกเฉิน” มีสิทธิใช้ทาง ผู้ใช้ถนนมีหน้าที่เปิดทาง
แต่รัฐก็มีหน้าที่ทำให้ประชาชนมั่นใจว่า… รถที่ขอทางนั้น อยู่ในระบบที่ตรวจสอบได้ !



