องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกประกาศเตือนภัยถึงภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่ทวีความรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน (Unprecedented) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบยาวนานต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2027
WMO ระบุ ว่า อุณหภูมิน้ำทะเลจะสูงเป็นประวัติการณ์
โดย อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 3.8 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ทั่วไปอย่างมาก ส่งผลให้ความรุนแรงของเอลนีโญรอบนี้อยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้
ส่งผล ให้สภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้วทั่วโลก
เกิดภัยแล้งรุนแรง ฝุ่นควัน และไฟป่าในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะเขตร้อนและเขตร้อนชื้น
เกิดสภาวะคลื่นความร้อน (Heatwaves) และการเปลี่ยนแปลงทิศทางลมมรสุมอย่างฉับพลัน
WMO เตือนว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “Rain Bomb” หรือฝนตกหนักเฉพาะจุดอย่างรุนแรง เนื่องจากปริมาณความชื้นและไอน้ำในบรรยากาศสะสมสูงมาก แม้ภาพรวมพื้นที่ส่วนใหญ่จะแห้งแล้งก็ตาม
และยัง เกิดผลกระทบด้านสุขภาพและวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร โดย
WMO เตือนให้ผู้นำและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกเตรียมรับมือผลกระทบด้านสุขภาพ เช่น ความเสี่ยงจากโรคลมแดด (Heatstroke) การขาดแคลนน้ำสะอาด และภัยอดอยากในพื้นที่เสี่ยง (เช่น แอฟริกาตะวันออก)
สำหรับ แนวโน้มและผลกระทบต่อประเทศไทย
ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานด้านภูมิอากาศได้สรุปข้อควรระวังสำหรับประเทศไทย โดยภาพรวม ว่า
จะเกิดภัยแล้งและอุณหภูมิพุ่งสูง ไทยจะเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดและแล้งจัด โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม
สำหรับ การบริหารจัดการน้ำ ที่เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและการบริโภค นอกเขตชลประทาน จะได้รับผลกระทบรุนแรง
ทางภาครัฐขอความร่วมมือเกษตรกรวางแผนการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด และงดการทำนาปรัง
วิกฤตฝุ่น PM2.5 และไฟป่า
ปัญหาหมอกควันและไฟป่าในภาคเหนือและภาคอีสานจะทวีความรุนแรงและยาวนานขึ้น
ระบบนิเวศทางทะเลมีผลให้ อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นเสี่ยงต่อการเกิด “ปะการังฟอกขาว” ในระดับวิกฤตช่วงเดือนเมษายน–มิถุนายน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและประมงชายฝั่ง
คำแนะนำการรับมือ
สำหรับภาคประชาชน ควรวางแผนสำรองน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด และเตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (ไฟฟ้า) ที่สูงขึ้นจากความร้อนจัด


