หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“แฮก”…ระบบห้องเย็น ภัยไซเบอร์เขย่าความมั่นคงอาหารโลก ไทยต้องเตรียมรับมือ…ก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้น

“แฮก”…ระบบห้องเย็น ภัยไซเบอร์เขย่าความมั่นคงอาหารโลก ไทยต้องเตรียมรับมือ…ก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้น

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 04 พฤศจิกายน 2569

การโจมตีระบบควบคุมความเย็นในธุรกิจค้าปลีกของยุโรป กำลังสะท้อนภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่สามารถสร้างความเสียหายต่อระบบอาหารโดยไม่ต้องใช้กำลังทางทหาร เหตุการณ์โจมตีระบบทำความเย็นในฝรั่งเศสเมื่อเดือนตุลาคม และรายงานเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในหลายประเทศยุโรปเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ทำให้เกิดความกังวลต่อความปลอดภัยของระบบควบคุมอุตสาหกรรม (Operational Technology OT) ซึ่งเชื่อมโยงกับการจัดเก็บและกระจายสินค้าอาหารโดยตรง แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันตัวผู้ก่อเหตุ เจตนา หรือความเชื่อมโยงว่าเป็นปฏิบัติการของรัฐ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การโจมตีทางไซเบอร์สามารถเปลี่ยนจากความเสียหายบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปสู่ความเสียหายทางกายภาพได้จริง และเป็นประเด็นที่รัฐบาลทั่วโลกไม่อาจมองข้าม

กลไกการโจมตีมีความสำคัญไม่แพ้เป้าหมาย เพราะผู้ไม่หวังดีอาจไม่จำเป็นต้องทำลายเครื่องจักร แต่สามารถเข้าถึงระบบที่ใช้สั่งการเครื่องจักรได้ การเชื่อมต่ออุปกรณ์ควบคุมผ่านอินเทอร์เน็ตและระบบตรวจสอบระยะไกล หากขาดมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม อาจเปิดช่องให้บุคคลภายนอกเปลี่ยนค่าการทำงานหรือรบกวนกระบวนการควบคุมอุณหภูมิ ส่งผลให้อาหารและสินค้าแช่เย็นเสียหายได้ เป้าหมายของผู้โจมตียังต้องอาศัยการสอบสวนเพื่อยืนยัน แต่ในทางยุทธศาสตร์ ความเสียหายลักษณะนี้อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน เพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจ และสร้างความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทาน 
แนวคิดของ ดร. โทมัส ริด (Dr. Thomas Rid) นักวิชาการด้านยุทธศาสตร์ไซเบอร์ ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการจำแนกการโจมตีทางไซเบอร์ตามเจตนาและผลกระทบ ทั้งการจารกรรม การบ่อนทำลาย และการแทรกแซง โดยไม่ด่วนสรุปว่าทุกเหตุการณ์เป็นสงครามไซเบอร์หรือสงครามไฮบริด (Hybrid Warfare) เต็มรูปแบบ

ผลกระทบต่อโลกอาจขยายจากร้านค้าปลีกไปสู่ระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารในระดับประเทศ เนื่องจากห้องเย็นและระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิเป็นโครงสร้างสำคัญในการรักษาคุณภาพเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผัก ผลไม้ ยา และเวชภัณฑ์ หากการโจมตีขยายไปถึงคลังสินค้าขนาดใหญ่ โรงงานแปรรูป ท่าเรือ หรือศูนย์กระจายสินค้า ความเสียหายอาจกระทบทั้งการผลิต การส่งออก การขนส่ง และราคาสินค้า ตลอดจนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและประเทศคู่ค้า อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานว่าระบบอาหารของยุโรปทั้งหมดได้รับผลกระทบหรือกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลน สิ่งที่นานาชาติกำลังให้ความสำคัญจึงไม่ใช่การสร้างความตื่นตระหนก แต่เป็นการยกระดับมาตรการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน

สำหรับประเทศไทยซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารของโลก ความเสี่ยงดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ เพราะอุตสาหกรรมอาหารไทยพึ่งพาระบบห้องเย็น โรงงานแปรรูป ท่าเรือ ตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ และศูนย์กระจายสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการควบคุมและติดตามการทำงาน หากระบบเหล่านี้ถูกโจมตีหรือข้อมูลอุณหภูมิถูกเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเกิดความเสียหายต่อสินค้าและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร รวมถึงกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช. หรือ NCSA) จึงควรร่วมกับหน่วยงานด้านเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ และคมนาคม สำรวจระบบที่มีความสำคัญ ประเมินช่องโหว่ และพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของกิจการที่ควรได้รับการคุ้มครองในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure CII) โดยไม่จำเป็นต้องเหมารวมกิจการทุกแห่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั้งหมด

มาตรการรับมือควรเริ่มจากการป้องกันและสร้างความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ แนวทางของสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ (NIST) และหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับการแยกเครือข่ายควบคุมเครื่องจักรออกจากเครือข่ายสำนักงาน การยืนยันตัวตนหลายชั้น การจำกัดสิทธิการเข้าถึงจากระยะไกล การตรวจจับความผิดปกติ และการสำรองระบบให้สามารถกลับมาทำงานได้ รัฐบาลไทยควรกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำให้ผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง ตรวจสอบอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย จัดให้มีระบบตรวจวัดอุณหภูมิและแจ้งเตือนที่เป็นอิสระจากระบบควบคุมหลัก พร้อมเตรียมไฟฟ้าสำรอง ระบบควบคุมด้วยมือ และแผนเคลื่อนย้ายสินค้าไปยังคลังสำรอง นอกจากนี้ควรซักซ้อมแผนฉุกเฉินร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ส่วนประชาชนควรเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยาประจำตัว และสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในระยะสั้นตามแนวทางเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า

ข่าวล่าสุด

สหรัฐทิ้งบอมบ์ อิหร่าน ระลอกใหม่ ตึงเครียดอีกครั้ง ราคาน้ำมันขยับตัวทันที 

สหรัฐทิ้งบอมบ์ อิหร่าน ระลอกใหม่ ตึงเครียดอีกครั้ง ราคาน้ำมันขยับตัวทันที อีก ไม่ถึง 24 ชม. ก่อนทราบผลการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.กลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งโพลโค้งสุดท้าย ระบุว่า...

หนังสือเล่มยังฮอต เงินสะพัดงานมหกรรมหนังสือ กว่า 500 ล. GenZ เข้าชมมากเกินคาด เกือบ50%

หนังสือเล่มยังฮอต เงินสะพัดงานมหกรรมหนังสือ กว่า 500 ล. GenZ เข้าชมมากเกินคาด เกือบ50% สรุปยอดผู้เข้าชมงานและยอดเงินสะพัดใน งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 (BookExpo Thailand)  ปรากฎมียอดผู้เข้าชมงาน รวมกว่า 1.4...

มท.2 สั่งตรวจเส้นทางเงินมูลนิธิองค์กรทำดี  พร้อมสอบ ซี8 ปมที่ดินสามีบุ๋ม

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ได้สั่งการให้ อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลการจดทะเบียนมูลนิธิตามกฎหมาย เข้าดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการดำเนินงานของ มูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นประธาน  มท.2 ระบุว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานรัฐที่ดูแลเรื่องการจดทะเบียนและการดำเนินงานของมูลนิธิทั่วประเทศ...

ซูเปอร์มาร์เกตในยุโรป ป่วน ! แฮกเกอร์เจาะะบบตู้เย็น ทำอุณหภูมิสูง เสียหายหลายสิบล้านยูโร

ฝีมือแฮกเกอร์ สร้างเรื่องสะเทือนโลกอีกแล้ว จากเหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์เจาะระบบตู้เย็นและตู้แช่แข็งในยุโรป เป็นข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสรวมถึงประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น เบลเยียม สวีเดน เอสโตเนีย และฟินแลนด์   เหตุการณ์ครั้งนี้ แฮกเกอร์ ได้ทำ​การปรับอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 50°C โดย่เข้าไปแจาะผ่านระบบควบคุมความเย็น...

ข่าวอื่นๆ

กาฬโรคยังไม่ยืนยัน แต่ระบบเฝ้าระวังต้องพร้อม

การเสียชีวิตของนักวิจัยหญิงวัย 28 ปี ในสถาบันวิจัยกาฬโรคแห่งอีคุตส์ (Irkutsk Antiplague Research Institute) ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 จากอาการปอดอักเสบรุนแรง ก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับกาฬโรคและอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการ

“อะไรดี บุ๋มก็ว่าดี” เมื่อความน่าเชื่อถือถูกท้าทาย

เงินทำบุญและเงินบริจาคเกิดจากความศรัทธาและความตั้งใจช่วยเหลือผู้อื่น แต่ในช่วงที่ผ่านมา ข่าวปัญหาการบริหารเงินกลับปรากฏขึ้นเป็นระยะ ทั้งในวัด องค์กรการกุศล และมูลนิธิ

รฟท.“ถึงก็ช่าง-ไม่ถึงก็ช่าง“ … ขาดทุนก็ช่าง ?

ปี 2566 รฟท. มีรายได้ 21,764 ล้านบาท แต่กลับขาดทุนสูงถึง 14,378 ล้านบาท ต่อมาในปี 2567 รายได้ขยับขึ้นเป็น 28,857 ล้านบาท ทว่าผลขาดทุนพุ่งสูงถึง 21,905 ล้านบาท และล่าสุดในปี 2568 รายได้อยู่ที่ 28,085 ล้านบาท ขณะที่ตัวเลขขาดทุนยังคงทรงตัวในระดับวิกฤตที่ 20,060 ล้านบาท