INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569
“สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย
งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์
เพียงหงส์ทรงพรหมมินทร์
ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม”
(จากพระนิพนธ์ใน เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ไชยเชนทร์สุริยวงศ์ [เจ้าฟ้ากุ้ง]
ใน กาพย์เห่เรือ บทชมเรือกระบวน)
พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินทางชลมารค งดงามด้วยพระราชศรัทธา สืบสานมรดกแห่งโบราณราชประเพณีไทย
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มีกำหนดเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พระราชพิธีครั้งนี้นับเป็นวาระสำคัญที่สะท้อนพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ควบคู่กับการสืบสานโบราณราชประเพณีอันทรงคุณค่าของชาติ ภาพขบวนเรือพระราชพิธีที่เคลื่อนผ่านสายน้ำเจ้าพระยา จึงมิใช่เพียงความงดงามตระการตา หากยังเป็นภาพแห่งประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงความต่อเนื่องของพระราชประเพณีไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน
ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นพระราชประเพณีที่มีรากฐานมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ พระพุทธศาสนา และวิถีชีวิตของประชาชนที่ผูกพันกับแม่น้ำลำคลองมาอย่างยาวนาน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินทางชลมารคขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2502 ทำให้โบราณราชประเพณีอันทรงคุณค่านี้กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง และได้รับการสืบทอดมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเต็มรูปแบบมิได้เกิดขึ้นเป็นประจำ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ชื่นชมพระราชประเพณีซึ่งรวมคุณค่าทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมไว้ด้วยกัน

สำหรับขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ประกอบด้วยเรือพระราชพิธีจำนวน 52 ลำ จัดเป็น 5 ริ้ว 3 สาย มีความยาวประมาณ 1,280 เมตร กว้างประมาณ 90 เมตร ใช้กำลังพลประจำเรือจากกองทัพเรือรวมประมาณ 2,200 นาย โดยมีเรือพระที่นั่งสำคัญ 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งทรงสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งทรงสำรอง ส่วนเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเป็นเรือทรงผ้าไตร ตั้งบุษบกสำหรับเชิญผ้าพระกฐิน การจัดริ้วขบวนเป็นไปตามแบบแผนที่สืบทอดมาแต่โบราณ แสดงให้เห็นถึงความประณีตในการวางรูปขบวนและความพร้อมเพรียงของกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มงวดและอาศัยความชำนาญเฉพาะด้าน
ความวิจิตรของเรือพระราชพิธีสะท้อนภูมิปัญญาและฝีมือช่างไทยชั้นสูง ตั้งแต่การแกะสลักโขนเรือเป็นรูปหงส์ พญานาค และสัตว์ในเทพนิยาย การลงรักปิดทอง ประดับกระจก ตลอดจนการตกแต่งลวดลายอันประณีตงดงาม เมื่อเรือพระราชพิธีเคลื่อนผ่านผืนน้ำเจ้าพระยา เสียงฝีพายที่จ้วงพายอย่างพร้อมเพรียงผสานกับเสียงกาพย์เห่เรืออันกังวาน กลายเป็นภาพและเสียงที่สะท้อนความงามของศิลปวัฒนธรรมไทยได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งยังแสดงถึงความสามารถในการรักษาและสืบทอดองค์ความรู้ด้านการต่อเรือ การเดินเรือ และการจัดกระบวนเรือพระราชพิธี ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ปฏิบัติงานหลายฝ่าย

เมื่อขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเคลื่อนเข้าสู่บริเวณวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา ความสง่างามของเรือพระที่นั่งจะปรากฏเคียงคู่กับความวิจิตรของสถาปัตยกรรมไทย ท่ามกลางประชาชนที่พร้อมใจกันเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จตลอดสองฝั่งแม่น้ำ การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินในครั้งนี้ ยังสะท้อนความสำคัญของกาลกฐิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาถวายผ้ากฐินภายหลังสิ้นสุดเทศกาลเข้าพรรษา อันเป็นประเพณีทางพระพุทธศาสนาที่มีแบบแผนสืบต่อกันมา ประชาชนที่ได้ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จจึงมิได้เพียงชื่นชมความงดงามของขบวนเรือเท่านั้น หากยังได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานในพระราชประเพณีอันมีความหมายต่อจิตใจและความภาคภูมิใจของคนไทย
พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าภาพความยิ่งใหญ่ของเรือพระราชพิธีทั้ง 52 ลำ หากเป็นการสืบสานพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา พร้อมธำรงรักษามรดกทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และภูมิปัญญาของบรรพชนไทยให้คงอยู่ เสียงกาพย์เห่เรือที่ก้องกังวานเหนือสายน้ำเจ้าพระยา และความพร้อมเพรียงของกำลังพลทุกนาย ล้วนเป็นเครื่องสะท้อนถึงความร่วมแรงร่วมใจในการรักษาสิ่งทรงคุณค่าของชาติ ในวาระอันเป็นมงคลนี้ พสกนิกรชาวไทยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมใจกันชื่นชมพระบารมีและร่วมภาคภูมิใจในพระราชประเพณีอันงดงาม ซึ่งเป็นมรดกของแผ่นดินที่ควรค่าแก่การสืบทอดสู่อนุชนรุ่นหลังสืบไป




