มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จัดกิจกรรม “ก้าวต่อไปเพื่อเด็กไทยปลอดบุหรี่ ปลอดนิโคติน” ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสร้างคนรุ่นใหม่ที่ปลอดจากบุหรี่และผลิตภัณฑ์นิโคติน พร้อมย้ำความจำเป็นของการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การป้องกันการแทรกแซงนโยบายโดยอุตสาหกรรมยาสูบ และการรับมือผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงเด็กและเยาวชนผ่านโลกออนไลน์

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ระบุว่า ภารกิจสำคัญในระยะต่อไปมิใช่เพียงการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ แต่คือการป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเริ่มติดนิโคตินตั้งแต่ต้น โดยต้องทำให้การไม่สูบบุหรี่และไม่ใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินเป็นบรรทัดฐานใหม่ของคนรุ่นใหม่
วาระดังกล่าวนับเป็น 40 ปีนับตั้งแต่การก่อตั้ง “โครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่” เมื่อ พ.ศ. 2529 ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิหมอชาวบ้าน ก่อนพัฒนาเป็นมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ใน พ.ศ. 2539 ทั้งนี้ การระบุ “40 ปี” หมายถึงอายุงานรณรงค์ของโครงการ ไม่ใช่อายุการจดทะเบียนของมูลนิธิ
ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา การควบคุมยาสูบของไทยมีพัฒนาการสำคัญ ตั้งแต่การรวบรวมรายชื่อประชาชน 6 ล้านรายชื่อเพื่อสนับสนุนกฎหมายควบคุมยาสูบในปี 2530 การตรากฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและกฎหมายคุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่ในปี 2535 การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ในปี 2544 รวมถึงการเข้าเป็นภาคีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO FCTC ในปี 2547
มาตรการสำคัญอื่น ได้แก่ การกำหนดภาพคำเตือนสุขภาพขนาดร้อยละ 85 บนซองบุหรี่ การบังคับใช้ซองบุหรี่แบบเรียบในปี 2562 ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ดำเนินมาตรการดังกล่าว ตลอดจนการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า โดยประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2557 กำหนดให้บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่ 9.8 ล้านคน หรือร้อยละ 16.5 ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ลดลงจากอัตราร้อยละ 32 ในปี 2534 สะท้อนผลของมาตรการควบคุมยาสูบในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิฯ เห็นว่าความก้าวหน้าในการลดการสูบบุหรี่ชะลอตัวลงในช่วง 10–15 ปีที่ผ่านมา จากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาโครงสร้างภาษียาสูบ ยาเส้นที่มีภาษีต่ำ บุหรี่ผิดกฎหมาย การสื่อสารการตลาดผ่านออนไลน์ และการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า
เอกสารประกอบกิจกรรมยังชี้ถึงความน่ากังวลของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเป็นโจทย์สำคัญที่หน่วยงานรัฐ ภาควิชาการ สถานศึกษา ครอบครัว และภาคประชาสังคมต้องร่วมกันเฝ้าระวัง
สำหรับทิศทางการทำงานในระยะต่อไป มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่เสนอให้รักษาและบังคับใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง พัฒนามาตรการภาษีและการจำกัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ เสริมความเข้มแข็งกลไกควบคุมยาสูบระดับจังหวัด ติดตามกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ของอุตสาหกรรมยาสูบ และสนับสนุนระบบเฝ้าระวังกับองค์ความรู้ที่เท่าทันผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่
กิจกรรมครั้งนี้ยังมีกำหนดประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลและหน่วยงานที่มีบทบาทด้านนโยบาย ด้านวิชาการ และด้านการขับเคลื่อนสังคม เพื่อย้ำว่าการปกป้องเด็กไทยจากการเสพติดนิโคตินเป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง



