หน้าแรกเสียงอิสระประชาชนบทเรียน จาก คดีลุงวิศวะ ถึง คดี ตชด. ยิง วิน

บทเรียน จาก คดีลุงวิศวะ ถึง คดี ตชด. ยิง วิน

เผยแพร่

spot_img

ยังเป็นเรื่องถกเถียงในสังคม เกี่ยวกับคดี ทะเลาะวิวาท ระหว่าง ตชด. กับ วินมอเตอร์ไซค์ จนนำไปสู่ความสลด เมื่อ ตชด. ยิงกระหน่ำ วินมอเตอร์ไซค์ เป็นเหตุเสียชีวิต

เรื่องราว แบบนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ ที่เรียกกันติดปากว่า “คดีลุงวิศวะ”

เราจะมาย้อนหลัง ถึง คดีนี้ จาก เริ่มต้น จนถึง บทสรุป ว่า จบลงอย่างไร? 

และจะเหมือนกับ  คดี ตชด.ยิงพี่วิน หรือไม่/อย่างไร ?

****************

ปิดฉากมหากาพย์คดีดัง “ลุงวิศวะยิงเด็กวัยรุ่น 17 ปี เสียชีวิต” ปมแย่งที่จอดรถและขับรถปาดกันไปมา ที่อ่างศิลา ชลบุรี

ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาพลิกคำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่เคยสั่งจำคุกลุง 10 ปี ทิ้งไป

1. ชนวนเหตุปะทะ: จากเรื่องจอดรถขวาง สู่ช็อตฟิวส์ขาดรัวยิง

นึกภาพตาม เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2560 “ลุงสุเทพ” (วิศวกรวัย 56 ปี) พาครอบครัวไปเที่ยวบางแสน ขากลับแวะซื้อของฝากแถวอ่างศิลา ปรากฏว่ามีรถตู้กลุ่มวัยรุ่นมาจอดซ้อนคันขวางทางออก ทั้ง ๆ ที่ข้างหน้าก็ว่าง:

ต่างฝ่ายต่างไม่ยอม: ลุงบีบแตรไล่ เมียเดินไปบอกให้ขยับก็ไม่ขยับ จนลุงฟิวส์ขาดตะโกนด่าหยาบคาย ฝั่งรถตู้ก็ด่าสวน เมียลุงต้องห้ามแล้วบ่นว่า “เดี๋ยวยิงแม่งเลย”

ขับไล่บี้ตามกันมา: พอรถตู้ขับออกไป ลุงขับตามไปบีบแตรยาวใส่เอาคืน ฝั่งรถตู้และรถเก๋งพวกเดียวกันเลยขับไล่จี้ท้าย บีบแตรคุกคามลุงมาตลอดทาง จนมาถึงแยกครกใหญ่ ลุงเห็นรถกู้ภัยเลยจอดชิดซ้ายกะจะให้เมียลงไปขอความช่วยเหลือ

นาทีลั่นไก: ยังไม่ทันลง รถตู้ขับมาปาดหน้าดัก กลุ่มวัยรุ่น 10 คนกรูลงมาล้อมรถ ด่าทอ ลุงเปิดกระจกขอร้องว่าพาแม่กับลูกมาด้วย แต่เด็กไม่ฟัง มุดหัวเข้ามาในรถถามลุงว่า “มึงจะรบเปล่า” แล้วเริ่มเปิดฉากชกต่อยลุง ลุงคว้าปืนพก (มีทะเบียนถูกต้อง) ยิงสวนมั่ว ๆ ไป 1 นัด กระสุนเจาะอก “น้องปอนด์” วัย 17 ปี เสียชีวิต ลุงไม่ได้หนี เดินเข้ามอบตัวพร้อมคลิปหน้ารถโชว์ความบริสุทธิ์ใจ

2. ศาลชั้นต้น – ศาลอุทธรณ์ สั่งคุก 10 ปี (มองว่าสมัครใจวิวาท)

ตอนแรกสู้กัน 2 ศาลแรก ลุงวิศวะอาการหนักมากพี่ เพราะทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มองเหมือนกันว่า:

ลุงไม่ยอมจบเอง: ถ้าลุงมีสติ จอดรอระงับอารมณ์สักพักตอนรถตู้ออกไป เรื่องก็ไม่เกิด แต่ลุงกลับขับรถตามไปบีบแตรยาวใส่เขา ยั่วโทสะเขา แถมที่กล้าทำเพราะในกระเป๋ามีปืนติดตัว แสดงว่า “สมัครใจร่วมทะเลาะวิวาทมาตลอดทาง” เมื่อสมัครใจไปแลกกับเขาแล้ว จะมาอ้างว่ายิงเพื่อป้องกันตัวไม่ได้! 

ศาลเลยสั่งจำคุกลุง 10 ปี และต้องชดใช้เงินให้ฝั่งคนตายอีก 340,000 บาท พี่!

3. ศาลฎีกาพิพากษาพลิกคดี: มองเป็น “ป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ”

พอคดีมาถึงศาลสุดท้าย ศาลฎีกาท่านตรวจหลักฐานแล้วคิดต่างอย่างสิ้นเชิง โดยมองแยกแยะเหตุการณ์เป็นช่วง ๆ 

รถตู้ผิดก่อน: การที่รถตู้ไปจอดขวางเขาแล้วไม่ยอมเลื่อนขยับให้ มันไม่ใช่เรื่องที่คนปกติที่มีมารยาทเขาทำกัน ใครเจอแบบนี้ก็ต้องโกรธเป็นธรรมดา

ลุงระงับความโกรธแล้ว: ถึงตอนแรกจะด่ากัน บีบแตรใส่กัน แต่ตอนที่ลุงจอดรถข้างกู้ภัย ศาลมองว่าลุงระงับอารมณ์ได้แล้วและพยายามจะหาคนช่วย แต่ฝั่งวัยรุ่นกลับยกพวกมาปิดล้อม มุดหัวเข้ามาในรถ คุกคามด้วยวาจาเกรี้ยวกราด แถมรุมชกต่อยลุงในพื้นที่แคบ ๆ ที่ลุงขยับหนีไปไหนไม่ได้เลย

ทางเลือกสุดท้าย: ศาลฎีกามองว่า จังหวะนั้นลุงโดนรุมทำร้ายจริง การใช้ปืนจึงเป็นทางเดียวที่จะทำให้ลุงรอดจากการโดนกระทืบแต่! การยิงเข้าจุดสำคัญ (หน้าอก) แทนที่จะยิงขู่ขึ้นฟ้าหรือยิงลงพื้น ศาลเลยปรับแก้ข้อหาจากเจตนาฆ่า เป็น “ฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ” (มาตรา 69) 

4. บทสรุปโทษทัณฑ์: รอดคุก! สั่งรอลงอาญาและดัดนิสัย

พอศาลฎีกาชี้ชัดว่าเป็นเรื่องการป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ บทลงโทษเลยเบาลงฮวบ ๆ 

จากที่ต้องติดคุกยาว 10 ปี กลายเป็นแบบนี้แทน :

ลดโทษเหลือรอดคุก: จากโทษตั้งต้นแก้เหลือจำคุก 5 ปี ลุงยอมรับสารภาพและมอบตัวทันที ลดให้เหลือ จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท

ให้โอกาสรอลงอาญา: เนื่องจากลุงไม่เคยติดคุกมาก่อน และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะ ฝั่งผู้ตายมีส่วนผิดเต็ม ๆ ที่ไปหาเรื่องลุงก่อน ศาลเลยสั่ง “รอลงอาญา 3 ปี” (ไม่ต้องติดคุกจริง) แต่ต้องโดนคุมประพฤติ 2 ปี รายงานตัวทุก 3 เดือน บำเพ็ญประโยชน์ 30 ชั่วโมง 

และที่เด็ดสุดคือ ต้องเข้ารับการอบรมการควบคุมอารมณ์ 30 ชั่วโมง ด้วย

มหากาพย์ 4 ปี 4 เดือนเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า “บนถนนไม่มีใครชนะ”

ฝั่งวัยรุ่นคิดว่าพวกเยอะ คึกคะนอง ขับรถปาดหน้าลงมาหวังรุมกระทืบเขา โดยไม่รู้เลยว่าในรถเขามีปืน สุดท้ายต้องสังเวยด้วยชีวิตวัยแค่ 17 ปี ส่วนเพื่อน ๆ ที่ร่วมวงวันนั้น วันนี้ก็แยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง ทิ้งให้ครอบครัวคนตายเสียใจอยู่ข้างหลัง

ส่วนฝั่งลุงวิศวะ แม้ศาลฎีกาจะเมตตาให้รอดคุก แต่ลุงต้องสูญเสียเงินประกันตัวไปเกือบเก้าแสนบาท (เพราะตอนแรกลุงเบี้ยวนัดหนีไปอเมริกาจนโดนริบเงินประกัน) แถมต้องจมอยู่กับความเครียด ขยับไปไหนก็มีแต่คนจับจ้อง ศาลเตี้ยด่าทอไป 4 ปีเต็ม ๆ

ยอมถอยคนละก้าว 

น่าจะเป็น ทางออก ที่ดีที่สุด 

Cr : Droid

ข่าวล่าสุด

กระเป๋าตังค์“แบนกว่า” ความรู้สึก !4 สัญญาณเศรษฐกิจฐานราก

จากรายงานระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index CCI) เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 53.2 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุดในรอบ 6 เดือน แต่ยังต่ำกว่าระดับ 100

แห่ตุนสินค้า เพราะเห็นแก่ตัว…หรือไม่เชื่อรัฐบาล..?  

ชั้นวางสินค้าทุกห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่ว่างลงในกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมวันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นภาพของ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะเบื้องหลังคือความกังวลของประชาชนต่อการเดินทางที่ติดขัด น้ำท่วมหลายพื้นที่

15,500 ล้าน…รัฐกำลัง “ป้องกันภัย” หรือรอจ่ายเมื่อภัยมา ?

อนุมัติกรอบงบประมาณ 15,500 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ย

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...

ข่าวอื่นๆ

ซามูไรส่องคันฉ่องไทย  ทำไม 2+5 = 7

หลายวันก่อน มีการส่งต่อข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าอดีตประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ประจำประเทศไทย เคยวิจารณ์ “จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ”

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”