กระแสชาวต่างชาติหันมาพึ่งพาและศึกษา แพทย์แผนไทย นวดไทย และสมุนไพรไทย กำลังได้รับความนิยมและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเปลี่ยนผ่านจากเพียง “กิจกรรมผ่อนคลายระหว่างท่องเที่ยว” ไปสู่ “การรักษาทางเลือกและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness & Alternative Medicine)” อย่างเต็มรูปแบบ
ปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงเทรนด์นี้
เห็นได้จาก การรักษาโรคกลุ่ม Office Syndrome และอาการปวดเรื้อรัง
มีชาวต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานในยุโรปและอเมริกา หันมารักษาอาการ Office Syndrome ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง หรืออาการออฟฟิศซินโดรมด้วย การนวดไทยแบบราชสำนัก และ การประคบสมุนไพร เนื่องจากตอบโจทย์ในการแก้อาการตึงของกล้ามเนื้อและปรับสมดุลร่างกาย ได้ผลลัพธ์ดีกว่าการทานยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียว

เทรนด์ Thai Wellness Tourism & Medical Hub
เกิดจากภาครัฐและเอกชนได้ผลักดันนโยบาย “Thai Wellness” เป็นจุดขายระดับโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourists) โดยชาวต่างชาตินิยมเดินทางมาพักผ่อนระยะยาวเพื่อเข้าคอร์สดูแลสุขภาพด้วยศาสตร์ไทย เช่น :
* การตอกเส้นและการกดจุดรักษา
* การอบสมุนไพรไทยและทานอาหารปรับธาตุตามเจ้าเรือน
* การวารีบำบัดร่วมกับการนวดแผนไทย
ยังมี ชาวต่างชาติบินมา “เรียนจริงจัง” เพื่อนำไปเปิดธุรกิจในต่างประเทศ

ไม่เพียงแค่รับการรักษา แต่ต่างชาติจำนวนมากบินมาลงทะเบียนเรียนหลักสูตรแพทย์แผนไทยและการนวดไทยโบราณที่สถาบันชั้นนำ เช่น โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์ หรือโรงเรียนสอนนวดในเชียงใหม่
มีข่าวชาวต่างชาติ เช่น ชาวอิตาลี, อเมริกัน, ญี่ปุ่น ที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานในไทยเพื่อศึกษาวิชาแพทย์แผนไทยโบราณจนเชี่ยวชาญ และนำศาสตร์นี้ไปเปิดคลินิกบำบัดในประเทศของตนเอง

ประกอบกับแรงหนุนจากการเป็น “มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” (UNESCO)
หลังจากที่ UNESCO ประกาศขึ้นทะเบียน “นวดไทย” (Nuad Thai) ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ทำให้ความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลกเพิ่มขึ้นสูงมาก ต่างชาติมองว่าศาสตร์การแพทย์แผนไทยมีมาตรฐาน ปลอดภัย และมีทฤษฎีรองรับ ไม่ใช่เพียงการนวดผ่อนคลายทั่วไป
กระแสชาวต่างชาติพึ่งแพทย์แผนไทยสะท้อนว่า ภูมิปัญญาการแพทย์โบราณของไทยกำลังกลายเป็น Soft Power และเทรนด์สุขภาพระดับโลก ที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) ของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว



