หน้าแรกINSIDE - INSIGHTกล่าวขวัญถึงภูมิใจดูดนับเป็นพลังดูดแรงจน การเมืองไทยเข้าสู่ยุค "ซื้อมาขายไป"

กล่าวขวัญถึงภูมิใจดูดนับเป็นพลังดูดแรงจน การเมืองไทยเข้าสู่ยุค “ซื้อมาขายไป”

เผยแพร่

spot_img

ก่อนถึงวันลงสนามเลือกตั้ง

                                วิจารณ์กันทั่วว่าพลังดูดที่ไม่เคยแผ่ว ภูมิใจไทยสร้างอาณาจักร ส.ส. ก่อนเลือกตั้ง

                                 ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังไร้ความชัดเจนเรื่องการยุบสภา แต่พรรคภูมิใจไทย  ได้สร้างปรากฏการณ์ เป็น”ภูมิใจดูด” จนกลายเป็นศูนย์รวมของนักการเมืองที่แสวงหาหลักประกันความอยู่รอดทางการเมืองอย่างเป็นทางการ

                                 การเคลื่อนย้ายของ ส.ส. “บ้านใหญ่” จากพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เช่น รวมไทยสร้างชาติ  เข้าสู่ชายคาพรรคสีน้ำเงินอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า สนามเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่ใช่แค่การแข่งขันทางอุดมการณ์ แต่เป็นการวัดพลัง “ทุน” และ “ฐานเขต” ที่พรรคภูมิใจไทยได้สะสมไว้ ทำให้พรรคคู่แข่งสำคัญอย่างเพื่อไทยต้องเผชิญกับภาวะ “เลือดไหลออก” ในพื้นที่ฐานเสียงสำคัญ

                                ตามแกะรอยปัจจัยเร่ง  ของการเมืองแห่งความอยู่รอดเหนืออุดมการณ์ดังกล่าวนั้น

                                การไหลทะลักของนักการเมืองเข้าสู่ภูมิใจไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากปัจจัยที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “การเมืองแห่งความอยู่รอด” หรือ “Survival Politics” 

                                 พรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นพรรคที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถทำงานร่วมกับทุกขั้วอำนาจ และมีนโยบายที่เน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ ทำให้เข้าถึงความต้องการของ ส.ส. เขตที่ต้องดูแลฐานเสียงของตนเองได้อย่างแท้จริง 

                                การตัดสินใจทิ้งอุดมการณ์เดิม เพื่อไปพึ่งพา “ความมั่นคง” ของพรรคที่ดูดซับอำนาจได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของระบบพรรคการเมืองไทยที่ยังคงผูกติดอยู่กับตัวบุคคลและกระเป๋าสตางค์ของกลุ่มทุนมากกว่าหลักการ

                               ปรากฏการณ์ “ดูด ส.ส.” นี้กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของสมการอำนาจทางการเมืองไปอย่างสิ้นเชิง หากภูมิใจไทยสามารถรวบรวม ส.ส. เขตได้อย่างที่คาดการณ์ไว้ พรรคจะกลายเป็น “Kingmaker” หรืออาจก้าวขึ้นเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้เอง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพรรคเพื่อไทยที่ฐานเสียงถูกเจาะ และพรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชน ที่อาจถูกจำกัดบทบาทในการสร้างพันธมิตรหลังเลือกตั้ง 

                               การที่ ส.ส. เลือกย้ายค่ายแสดงถึงความเชื่อมั่นว่าอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลกำลังเอนเอียงไปยังทิศทางของพรรคภูมิใจไทย ทำให้การแข่งขันเลือกตั้งครั้งหน้าจะเข้มข้นขึ้นในเชิงพื้นที่ โดยมีผลประโยชน์และอำนาจเป็นเดิมพันสูงสุด

                          ในระบบการเมืองที่ถูกกำกับด้วยรัฐธรรมนูญและกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนใจง่ายๆ นักการเมืองจึงไม่ต่างจาก สินค้าที่สามารถย้ายตู้โชว์ไปอยู่ร้านใหม่ที่ให้ราคาสูงกว่าเสมอ และพรรคที่กำลับร้อนแรงนี้ ก็ทำหน้าที่เป็น “ห้างสรรพสินค้า” ที่มีกำลังซื้อไม่จำกัด 

                            ในห้วงยามที่ประเทศกำลังรอคอยความมั่นคงและทิศทางที่ชัดเจนจากนักการเมือง ปรากฏการณ์ “ภูมิใจดูด” จึงเป็นภาพสะท้อนอันเจ็บปวดว่า “อุดมการณ์” ได้กลายเป็นเพียงของประดับฉาก

                           การย้ายสังกัดคือการแสวงหา “ที่พึ่งพิง” ที่มั่นคงกว่า เป็นหลักประกันความอยู่รอดทางการเมือง 

                           แต่ทว่าในสายตาของประชาชน นี่คือการย้ำเตือนอย่างเข้มข้นว่า “ความภักดีต่อโอกาส” มักอยู่เหนือ “ความภักดีต่อหลักการ“ เสมอ ต้นทุนเดียวที่นักการเมืองเหล่านี้ละทิ้งไว้เบื้องหลัง คือ ความเชื่อมั่นที่ประชาชนเคยฝากไว้ในหีบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้เลย

ข่าวล่าสุด

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง

ข่าวอื่นๆ

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง

ไอเดียเด็ด…ห้ามรถไฟเข้ากรุง ?  แก้ปัญหาโศกนาฏกรรมอโศก-มักกะสัน

การแก้ปัญหาจุดตัดด้วยการยุติขบวนรถไฟเข้าเมืองหลวง จึงเป็นภาพสะท้อนของการบริหารจัดการที่อาจยังขาดความเข้าใจในวิถีชีวิตระดับฐานรากและหลักการพัฒนาผังเมืองสากลอย่างแท้จริง