หน้าแรกINSIDE - INSIGHT รัฐบาล 4 เดือน กับมรสุม“ความเชื่อมั่น“

 รัฐบาล 4 เดือน กับมรสุม“ความเชื่อมั่น“

เผยแพร่

spot_img

จะอยู่รอด หรือจำต้องยุบสภาก่อนกำหนด? 

                         คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันที่เข้าบริหารประเทศภายใต้เงื่อนไขความเชื่อมั่น 4 เดือน กำลังเผชิญกับมรสุมทางการเมืองที่ถาโถมจากหลายทิศทางอย่างหนักหน่วง 

                         การตัดสินใจของ ปปง. ในการอายัดทรัพย์ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล มูลค่า 159 ล้านบาท ซึ่งมีข้อมูลว่าเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา นับเป็นชนวนล่าสุดที่กระทบต่อ เสถียรภาพทางคุณธรรมของรัฐบาลโดยตรง   แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะยืนยันในหลักการให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่เลือกชื่อแซ่ และ ส.ส. เจ้าตัวจะยืนยันความบริสุทธิ์และพร้อมชี้แจง

                        กรณีดังกล่าวยิ่งตอกย้ำภาพความเชื่อมโยงของคนในวงอำนาจกับประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เคยถูก ส.ส. ฝ่ายค้านอภิปรายมาแล้วก่อนหน้านี้ ความท้าทายที่แท้จริงของรัฐบาลชุดนี้จึงไม่ใช่แค่การบริหารนโยบายให้ทันกำหนดเวลา แต่คือการประคอง ทุนทางสังคม และกอบกู้ความเชื่อมั่นที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว

                        ปัจจัยที่กำลังกัดกร่อนรัฐบาลมีถึงสามมิติสำคัญที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

                       ประการแรก มิติธรรมาภิบาลและความเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา  ซึ่งปัญหาชุดนี้ได้สะสมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ฝ่ายค้านอภิปรายว่ามีรัฐมนตรีในคณะเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างชาติที่เป็นสแกมเมอร์ ต่อมามีข้าราชการการเมืองในทีมงานของรัฐมนตรีที่ถูกครหาในเรื่องเดียวกัน รับว่าความให้บุคคลที่ถูกกล่าวหา ไปจนถึงการลาออกของรัฐมนตรีช่วยที่ถูกข้อครหาว่าเกี่ยวพันกับเครือข่ายนี้ และล่าสุดคือการอายัดทรัพย์ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลว่าพัวพันเว็บพนันออนไลน์ 

                      การเรียงลำดับเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึง ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ในการคัดกรองบุคลากร และสร้างความเสียหายต่อ ความชอบธรรมของรัฐบาลอย่างร้ายแรง 

                     ประการที่สอง มิติปัญหาการเมืองและความมั่นคงรัฐบาลยังถูกรุมเร้าด้วยปัญหาชายแดนที่คาราคาซังจนต้อง “ฉีกปฏิญญาสันติภาพ” ทิ้งเพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ และปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาแนวทางร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นชนวนให้กลุ่มที่ต้องการการปฏิรูปไม่พอใจ 

                    ประการที่สาม มิติเสถียรภาพภายใน มีรายงานข่าวกระจายทั่วว่าพรรคเพื่อไทยกำลังหาช่องทางกดดันเพื่อยื่นเสนอไม่ไว้วางใจ   หวังให้ยุบสภาก่อนครบกำหนด 4 เดือน ใน31 มกราคม 2569 ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของกลุ่มพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาลที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจได้อย่างรวดเร็ว

                    ภายใต้แรงกดดันจากปัญหาภายในและภายนอกที่รุมล้อมอยู่มากมาย ทั้งความมั่นคงของชาติที่ถูกทุ่นระเบิดทำลาย และธรรมาภิบาลที่ถูกเว็บพนันบั่นทอน  แนวโน้มที่รัฐบาลจะอยู่รอดครบ 4 เดือนตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ ดูจะเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง 

                   ข้อขัดข้องสำคัญที่สุดที่อาจนำไปสู่การยุบสภาก่อนกำหนด คือการที่รัฐบาล ล้มเหลวในการจัดการกับคนของตัวเอง หาก ปปง. หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายพบหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลระดับรัฐมนตรีตามที่เคยถูกอภิปรายไว้ รัฐบาลจะถึงจุดวิกฤตความเชื่อมั่นทันที 

                  รัฐบาลชุดนี้กำลังสร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองใหม่  แทนที่จะเป็นรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหา ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างที่เคยเป็นมา แต่กำลังจะกลายเป็นรัฐบาลที่ต้องเอาตัวรอดจากปัญหา อาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ ที่แทรกซึมเข้ามาถึงในทำเนียบรัฐบาลเอง 

                ดังนั้น แนวโน้มที่จะต้องยุบสภาหรือมีการปรับคณะรัฐมนตรีใหญ่ก่อนวันที่ 31 มกราคม 2569 จึงอยู่ในระดับสูงมาก หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการขจัดตัดชิ้นเนื้อร้ายออกจากกลุ่มผลประโยชน์สีเทาได้อย่างเด็ดขาดและเป็นที่ประจักษ์

ข่าวล่าสุด

“ซิม” จดทะเบียนทะลุ “100 ล้านเบอร์“  สวนทางประชากรจริงและกลุ่มวัยผู้ใช้

วิกฤตประชากรเสมือน เมื่อสถิติเลขหมายสะท้อนรอยรั่วความมั่นคงดิจิทัล กสทช. เร่งล้อมคอกซิมม้าภายใต้ประกาศใหม่ ท่ามกลางความท้าทายของสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

ข่าวอื่นๆ

“ซิม” จดทะเบียนทะลุ “100 ล้านเบอร์“  สวนทางประชากรจริงและกลุ่มวัยผู้ใช้

วิกฤตประชากรเสมือน เมื่อสถิติเลขหมายสะท้อนรอยรั่วความมั่นคงดิจิทัล กสทช. เร่งล้อมคอกซิมม้าภายใต้ประกาศใหม่ ท่ามกลางความท้าทายของสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย