ทำไมถึงมาและควรรับมือยังไง
ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับธุรกิจจีนมานาน เป็นผู้สั่งของจากกวางเจาเข้ามาขายในไทยตั้งแต่ปี 200x เห็นบทบาทความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจจีนกับบ้านเรามาตลอด อยากบอกทุกคนว่า การที่ทุนจีนหลั่งไหลเข้าไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือพึ่งเกิด แต่มันมีมานานมากแล้ว และทั้งหมดมันคือ Strategic Move ของคนจีน (ทั้งรัฐบาล เอกชน จนถึงประชาชนทั่วไป) ที่รวมเอาทั้งโอกาสและการดิ้นรนต่อสู้เข้าไว้ด้วยกัน นี่คือเหตุผลทั้งหมด
1. ไทยคือชัยภูมิที่ดีที่สุดในการกระจายสินค้าไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมกว่าใครในย่านนี้
2. คนไทยไม่มีกำแพงอคติต่อสินค้าและวัฒนธรรมจีนเมื่อเทียบกับบางประเทศในอาเซียน (เช่นอินโดนีเซีย) ทำให้แบรนด์จีนประหยัดเงินได้มหาศาลไปกับการสร้างแบรนด์สินค้าจีนในไทย ถ้าพูดแบบตรงมากๆ คือ คนไทยเห็นอะไรถูกก็ซื้อ ซึ่งตรงกับ unfair advantages ของสินค้าจีนที่ทำอะไรออกมาก็ราคาถูกกว่าคนอื่น
3. สิทธิประโยชน์ด้านภาษี (BOI/EEC) ตามนโยบายรัฐบาลไทยดึงดูดใจมาก การตั้งฐานผลิตที่นี่ช่วยลดภาษีนำเข้าและภาษีเงินได้ ทำให้ธุรกิจจีนได้เปรียบด้านต้นทุนในระยะยาว
4. ความคุ้มค่าของโลจิสติกส์ ด้วยการเชื่อมต่อผ่านรถไฟจีน-ลาว และเส้นทางสายไหม (Belt and Road) ทำให้ต้นทุนการส่งสินค้าจากโรงงานในจีนมาไทย ต่ำจนแทบไม่ต่างจากการส่งข้ามมณฑลในจีนเอง
5. หนีตายจากการแข่งขันในประเทศ มาหา Blue Ocean ในไทยที่สามารถใช้เทคโนโลยีและทุนที่เหนือกว่ามาทำกำไรได้ง่ายกว่ามาก และในไทยก็ไม่มีทางสู้ได้ ไม่ว่าในทางใดก็ตาม
6. การฟอกสัญชาติสินค้าโดยใช้ไทยเป็นประเทศบังหน้าเพื่อใช้หลบเลี่ยงกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ และยุโรป ธุรกิจจีนมาที่ไทยเพื่อเปลี่ยนจาก “Made in China” เป็น “Made in Thailand” เพื่อส่งออกทั่วโลก ทำได้เพราะกฏบางข้อ รวมถึงการร่วมมือของไทยเทาและจีนเทา
7. ระบายสินค้าล้นตลาดเมื่อกำลังซื้อในประเทศหดตัว พูดง่าย ๆ คือหนีตาย ตั้งแต่เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณไม่ดี สินค้าค้างสต็อกทั่วประเทศจำนวนมหาศาลต้องมีที่ไป ไทยเป็นตลาดที่ระเบียบการนำเข้ายังไม่เข้มงวด (ภาษีต่ำ แถมมั่วง่ายด้วยการสินบนเจ้าหน้าที่) จีนจึงใช้ที่นี่เป็นที่ระบายของเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดให้เร็วที่สุด
8. ธุรกิจไทยค่อนประเทศยังตามหลังจีนในด้าน Digital Transformation และ Automation ด้วยความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีที่ทิ้งห่าง จีนจึงเข้ามา “กินรวบ” ตลาดได้โดยแทบไม่ต้องออกแรงสู้ สบายกว่าการแข่งขันในประเทศเยอะ
9. ไทยเปิดโอกาสให้จีนกินรวบ Supple Chain ได้ง่ายกว่าประเทศอื่นที่ตลาดใหญ่พอๆ กัน ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา จีนไม่ได้มาจ้างซัพพลายเออร์ไทย แต่ยกโรงงานผลิต, ระบบขนส่ง, และตัวแทนขายของคนจีนมาเองทั้งหมด กลายเป็นเศรษฐกิจระบบปิดที่คนจีนซื้อจากคนจีน จ่ายผ่านแอปจีน และใช้ขนส่งจีน เงินจึงไหลเวียนอยู่ในเครือข่ายคนจีนในไทยเป็นส่วนใหญ่ เรียกว่าไทยไม่ได้อะไรเลยจากลูปเศรษฐกิจตรงนี้
10. การใช้นอมินีเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายเป็นเรื่องง่ายมาก กฎหมายไทยที่ห้ามคนต่างชาติถือหุ้นใหญ่ในบางธุรกิจ ไม่ใช่ปัญหาสำหรับ เพราะคนจีนมีวิธีจัดการผ่านนอมินีและเครือข่ายทางกฎหมายที่ซับซ้อนเกินกว่าเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบได้ทั่วถึง และเอาจริงๆ เจ้าหน้าที่ก็ร่วมมือด้วย
11. เข้ามาเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อความมั่นคง เพราะคนจีนเชื่อว่าที่ดินและคอนโดในไทยเป็นการลงทุนสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าการเก็บเงินไว้ในประเทศที่รัฐบาลจีนควบคุมเข้มงวด การเข้ามาของเราจึงทำให้ราคาอสังหาฯ ในไทย (รวมถึงประเทศอื่น ที่คนจีนแห่เข้าไป) พุ่งสูงจนคนไทยรุ่นใหม่เข้าถึงยากขึ้น
12. มุ่งทำลายกลไกทางค้าแบบเดิมของไทย เพื่อแทนที่ด้วยแพลตฟอร์ม E-commerce และคุมตลาดทั้งหมด พ่อค้าแม่ค้าไทยที่รับของมาขายต่อจะตายทั้งระบบ เพราะต้นทุนคุณไม่มีทางสู้ได้เลย
13. ระบบราชการในไทยมีจุดอ่อนมากๆ พูดตรง ๆ คือใช้เงินซื้อได้ การขอใบอนุญาตหรือการเลี่ยงกฎระเบียบบางอย่างสามารถทำได้ง่ายกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้เราโตได้แบบก้าวกระโดด ใช้เงินแก้ได้ทุกปัญหา ข้อนี้ถูกใจจีนเทามากๆ
14. เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้เศรษฐกิจไทยขาดจีนไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี, พลังงาน (EV), หรือการท่องเที่ยว เมื่อถึงจุดนั้น จีนจะมีอำนาจต่อรองเหนือรัฐบาลไทยในทุกมิติ ถ้ามองจริงๆ ตอนนี้ไทยน่าจะถึงจุดนี้เรียบร้อยแล้ว
15. เมื่อได้ข้อ 14 แล้ว เท่ากับจีนจะสะดวกมากในการขยายอำนาจในทุกด้านไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทย
แล้วคนไทยควรรับมือยังไง
จากประสบการณ์ตรงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน คำแนะนำที่ดีที่สุดที่จะให้ได้ คือยอมรับและอย่าพยายามสู้ โดยเฉพาะการสู้ด้วยความคิดว่า เราจะทำให้ถูกกว่า เร็วกว่า หรือดีกว่า และเราไม่มีทางป้องกันสินค้าจีนเข้าไทยได้เลย
คนไทยต้องยอมรับความจริงได้แล้วว่ามากกว่า 99% ของรายการสินค้าที่ผลิตได้ในไทยนั้น สั่งจากจีนเข้ามานั้นถูกกว่า เร็วกว่า และดีกว่า การพยายามสู้ด้วยเกม ถูก เร็ว ดี จึงเป็นทางเลือกที่ไม่มีวันชนะ
ผมเคยพยายามสู้มาแล้ว ด้วยความเชื่อว่าของไทย โรงงานไทยทำงานฝีมือดีกว่า ประณีตกว่า สุดท้ายก็แพ้ราบคาบในเวลาไม่ถึง 2 ปี ลองนับดูวันนี้โรงงานกระเป๋า รองเท้า ในไทยมีเหลือกี่โรง หรือนับหัวช่างเย็บกระเป๋าก็ได้ เชื่อว่าวันนี้เหลือไม่เกิน 50,000 คนทั้งประเทศ
ความตั้งใจซื้อของไทยเพื่อช่วยคนไทย บางทีมันก็สวนทางกับกำไรและผลประกอบการ
แต่การยอมรับนั้นไม่ได้แปลว่าเรายอมจำนน เพียงแค่เราต้องปรับวิธีคิดและทำกับธุรกิจของเราให้ได้ เหมือนเรากำลังล่องเรือแล้วเจอคลื่นเปลี่ยนทิศ เราจะฝืนฝ่าคลื่นยักษ์ท่าเดียวคงไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัยเท่าไหร่
ถ้าลองเปรียบเทียบราคาและความสะดวกจะเห็นว่า สินค้าจีนสามารถช่วยลดต้นทุนการทำธุรกิจของเราได้จริง โดยเฉพาะต้นทุนด้านวัสดุสิ้นเปลือง เช่น แก้ว packaging กระดาษ ของใช้แล้วทิ้งทั้งหมด ถ้าเป็นคลีนิคก็เช่นสายน้ำเกลือ หน้ากาก ไปถึเอกสารแบบฟอร์มทั้งหมดสั่งจีนถูกกว่าเยอะ
ผมแนะนำเจ้าของโรงพยาบาล โรงงานขนาดใหญ่ สถานศึกษาหลายคน ให้เปลี่ยนมุมมองและระบบการทำงาน ให้เลิกพยายามเอาชนะของจีน แต่ทุกคนต้องเปลี่ยนความคิดเป็นว่า เราจะใช้สินค้าจีนเพิ่มกำไรให้ธุรกิจได้ยังไง และเมื่อได้กำไร ค่อยเอากำไรนั้นไปทำอย่างอื่น จะไปแจกโบนัส จะไปลุงทุนเพิ่ม ไปทำสาธารณะกุศลอะไรรยังไงก็เลือกเอา แต่ถ้าธุรกิจขาดทุนเมื่อไหร่ มันแปลว่าชีวิตไม่มีทางเลือกอะไรเลย
ปีนี้จะเป็นปีแรกที่โรงงานจีนอีกมากจะย้ายมามาเริ่มสายการผลิตแบบจริงจังซึ่งเป็นผลจากเรื่องภาษีนำเข้า (ปีที่แล้วอยู่ในขั้นตอนการย้าย ปีนี้พร้อมผลิต) หลายโรงงานนอกจากจะส่งออกแล้วยังเปิดแผนกขายในไทยอีกด้วย
จะสู้กับสินค้าจีน ต้องใช้สินค้าจีนเท่านั้น จะซื้อจากจีนในไทยหรือสั่งจากจีนเข้ามาก็แล้วแต่ประเภทสินค้า แต่ที่แน่ๆ คือ มันช่วยลดต้นทุนของเราได้ระดับที่น่าพอใจ เมื่อควบคุมต้นทุนได้แล้วเจ้าของธุรกิจจะมีเวลาไปพัฒนาสินค้า บริการ หรือหาธุรกิจใหม่
ปีนี้ พี่จีนมาแน่ครับ หลังสงกรานต์ภาพจะชัดขึ้นมาก
ไม่เชื่อก็คอยดูว่าจริงไหม
#china #สินค้าจีน



