มติพระสังฆราโชบาย 12 ข้อ ของมหาเถรสมาคม ที่กำหนดให้วัดยุติบทบาทกิจกรรมเชิงพาณิชย์และการปลุกเสกวัตถุมงคล กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของตลาดศรัทธาไทยอย่างมีนัยสำคัญ ในบริบทที่ตลาดพระเครื่องและวัตถุมงคลของไทยมีเงินหมุนเวียนราว 10,000 ล้านบาทต่อปี ตามการประเมินของสื่อและผู้ค้าระดับอุตสาหกรรม การถอนวัดออกจากสมการไม่ได้ทำให้ตลาดหดตัว หากแต่เร่งให้เกิดการจัดระเบียบอำนาจใหม่ในพื้นที่นอกวัดอย่างชัดเจน
ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ กลุ่มผู้ประกอบพิธีหรือ “เจ้าพิธี” ฆราวาส เริ่มเข้ามาทำหน้าที่แทนวัดในฐานะผู้จัดพิธีกรรมและรับรองความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะรายที่มีทุน เครือข่าย และพื้นที่สื่อ ได้เร่งสร้างภาพจำและแบรนด์ของตนเองอย่างเข้มข้น ผ่านการจัดพิธีขนาดใหญ่ การถ่ายทอดสด และการสื่อสารบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การแข่งขันในระยะต้นจึงไม่ใช่เรื่องพิธีกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันเพื่อยึดพื้นที่การรับรู้ของตลาดให้ได้ก่อน
ข้อมูลจากผู้ค้าพระและนักสะสมที่สื่อโด่งดัง
เคยอ้างอิง ระบุว่าตลาดพระเครื่องไทยมีลักษณะ “กระจุกตัวสูง” อยู่แล้ว วัดดังและพระเกจิชื่อดังเพียงไม่กี่แห่งสามารถกำหนดทิศทางราคาและความนิยมได้ เมื่อศูนย์กลางย้ายออกจากวัด โครงสร้างแบบเดียวกันจึงกำลังเกิดซ้ำในตลาดนอกวัด โดยเจ้าพิธีรายใหญ่มีแนวโน้มกลายเป็นศูนย์รวมเครือข่าย ขณะที่รายเล็กเลือกเข้าร่วมเป็นพันธมิตรหรือผู้รับช่วงกิจกรรมในระบบเดียวกัน
ในเชิงโครงสร้าง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนรูปแบบเดียวกับตลาดอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ผู้เล่นรายใหญ่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานโดยพฤตินัย ตั้งแต่รูปแบบพิธี ราคา ไปจนถึงความถี่ของการออกวัตถุมงคลใหม่ เมื่อไม่มีกรอบศาสนจักรเป็นตัวกลาง อำนาจการนิยาม “ของแท้” จึงย้ายมาอยู่ในมือของผู้ที่ควบคุมเครือข่ายและการสื่อสารกับผู้บริโภคได้มากที่สุด
ขณะเดียวกัน ข้อมูลการสำรวจตลาดความเชื่อร่วมสมัยชี้ว่า ผู้บริโภคศรัทธา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เริ่มตัดสินใจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่าการเดินทางไปยังวัดหรือแผงพระแบบดั้งเดิม ทำให้ตลาดพระเครื่องและเครื่องรางมีลักษณะใกล้เคียง “แพลตฟอร์ม” ที่ผู้จัดพิธี ผู้ขาย และผู้บริโภคมาเชื่อมต่อกันโดยตรง อิทธิพลจึงไม่ได้อยู่ที่สถานที่ หากแต่อยู่ที่การเข้าถึงและความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณะ
ในภาพรวม มติพระสังฆราโชบาย 12 ข้อ ช่วยทำให้บทบาทของวัดกลับสู่แก่นแท้ด้านการศึกษาและการปฏิบัติธรรม ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ตลาดศรัทธานอกวัดต้องแสดงตัวตนอย่างเปิดเผยมากขึ้น ความท้าทายในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการปรับตัวของผู้ประกอบการ แต่คือคำถามเชิงนโยบายว่า ใครควรเป็นผู้กำกับดูแลตลาดศรัทธาที่กำลังรวมศูนย์อำนาจอย่างรวดเร็ว และจะสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพทางความเชื่อกับการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างไร และเมื่อถึงเวลานั้น เงาของ“เจ้าพ่อ” ที่เยี่ยมกรายไปทุกวงการก็จะค่อย ๆ ปรากฏกายให้เห็นกันเป็นแน่แท้



