หน้าแรกINSIDE - INSIGHTถ้า “เสียงเตือน” ที่ดังช้า…อาจดังไม่ทันเสียงถล่ม

ถ้า “เสียงเตือน” ที่ดังช้า…อาจดังไม่ทันเสียงถล่ม

เผยแพร่

spot_img

อย่าให้ “การซ้อม” แจ้งเตือนภัยเป็นเพียงพิธีกรรม

 เสียงเตือนที่ไม่ดังทันเวลา กับราคาที่ประเทศต้องจ่ายเป็นชีวิตคน  ในประเทศที่เคยสูญเสียจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว และอาคารรัฐพังราบในพริบตา

                          การทดลองแจ้งเตือนภัยพร้อมกันทั่วประเทศเมื่อเวลา 14.00 น.  วานนี้ ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)  ไม่ใช่เพียงการทดสอบทางเทคนิค แต่คือการยอมรับโดยพฤตินัยว่า ระบบเตือนภัยของไทยที่ถูกพูดถึงมานานกว่าสิบปี ยังไม่เคยถูกนำมาใช้จริงอย่างเป็นระบบ ทั้งที่ประเทศต้องเผชิญภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ ภัยดินถล่ม พายุรุนแรง ไปจนถึงแผ่นดินไหวในเขตเมืองหลวง เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ “ไม่มีข้อมูล” แต่เกิดขึ้นเพราะ การแจ้งเตือนช้า ไม่ทั่วถึง และไม่เด็ดขาดพอจะช่วยชีวิตคน

                         ภาพของความล้มเหลวในการแจ้งเตือนภัยของไทยปรากฏชัดจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เริ่มจากน้ำท่วมภาคเหนือในหลายจังหวัด ที่มวลน้ำหลากและดินถล่มเข้าถึงชุมชนโดยแทบไม่มีการเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ต่อด้วยเหตุแผ่นดินไหวในกรุงเทพมหานคร ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนทำให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังถล่มราบลงในพริบตา คร่าชีวิตผู้คนและทิ้งคำถามถึงการขาดระบบเตือนภัยในเขตเมืองหลวง ก่อนที่น้ำท่วมหาดใหญ่จะทำให้ทั้งเมืองจมอยู่ใต้น้ำ การคมนาคมเป็นอัมพาต ประชาชนจำนวนมากบาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะธรรมชาติรุนแรงเกินควบคุม แต่เกิดจากความจริงที่เจ็บปวดกว่า คือ ข้อมูลมีอยู่ แต่การแจ้งเตือนไม่ทัน การสื่อสารไม่ถึง และคำสั่งอพยพไม่เคยถูกส่งไปถึงประชาชนในเวลาที่มีค่าเท่ากับชีวิตคน

                           สาเหตุหลักของความล้มเหลวไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่คือโครงสร้างการบริหาร ระบบเตือนภัยของไทยถูกแยกส่วนระหว่างหลายหน่วยงาน โทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ ขนส่งมวลชนสาธารณะ เสียงตามสาย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ ไม่มีศูนย์สั่งการเดียวที่สามารถออกคำเตือนพร้อมกันได้ ขณะเดียวกัน กฎหมายยังไม่ให้อำนาจรัฐในการบังคับเอกชนให้ร่วมระบบอย่างเต็มรูปแบบ การแจ้งเตือนจึงกลายเป็น “คำขอความร่วมมือ” แทนที่จะเป็นคำสั่งในภาวะฉุกเฉิน และที่สำคัญคือความลังเลของผู้มีอำนาจ ที่กลัวว่าการเตือนแรงจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก มากกว่ากลัวว่าจะมีคนเสียชีวิตเพราะไม่ได้รับการเตือน

                            ประเทศที่ระบบเตือนภัยมีประสิทธิภาพ ล้วนเลือกทางตรงข้ามกับไทย ญี่ปุ่นใช้ระบบเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้า Earthquake Early Warning(EEW) ที่ยอมรับความเสี่ยงในการเตือนพลาด แต่ไม่ยอมให้เตือนช้า ฮ่องกงใช้ระบบสัญญาณไต้ฝุ่นที่ผูกคำเตือนเข้ากับพฤติกรรมของสังคมทันที เช่น การปิดโรงเรียนและการหยุดระบบขนส่ง ไต้หวันใช้การแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือพร้อมกันทั้งประเทศโดยไม่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต ขณะที่อิสราเอลใช้ไซเรนและระบบแจ้งเตือนที่ไม่มีทางปิดได้ ทุกประเทศเหล่านี้มีจุดร่วมคือ เตือนเร็ว เตือนซ้ำ และเตือนด้วยภาษาที่สั่งให้ลงมือทำได้ทันที

                             หากไทยต้องการระบบเตือนภัยที่ช่วยชีวิตคนได้จริง ต้องเปลี่ยนจากการ “ทดลอง” ไปสู่การ “ใช้งานจริง” อย่างถาวร ระบบต้องมีศูนย์สั่งการเดียว เชื่อมข้อมูลภัยธรรมชาติทั้งหมดเข้าด้วยกัน ใช้การแจ้งเตือนแบบ Cell Broadcast ที่เข้าถึงทุกเครื่องโดยไม่ต้องพึ่งแอปหรืออินเทอร์เน็ต ข้อความเตือนต้องสั้น ชัด และเป็นคำสั่ง ไม่ใช่คำแนะนำคลุมเครือ พร้อมทั้งต้องมีการซ้อมระดับชาติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยและรู้ว่าต้องทำอะไรเมื่อเสียงเตือนดังขึ้น

                           ท้ายที่สุด ระบบเตือนภัยไม่ใช่เรื่องของนวัตกรรมล้ำสมัย แต่เป็นเรื่องของการตัดสินใจทางการเมืองและความกล้ารับผิดชอบของรัฐ ประเทศที่ประชาชนรอด ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีภัยพิบัติ แต่คือประเทศที่ไม่ลังเลจะเตือน แม้จะเตือนแรง เตือนบ่อย หรือเตือนแล้วมีคนบ่น เพราะเสียงบ่นสามารถแก้ไขได้ แต่ชีวิตที่สูญเสียไปแล้ว ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้อีก

                         การซ้อมแจ้งเตือนภัยในไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้  จะไม่มีความหมายใด ๆ หากมันจบลงเพียงเสียงสัญญาณที่ดังแล้วเงียบหายไปเหมือนโครงการจำนวนมากที่เคยเริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนจะถูกทิ้งไว้ในลิ้นชักเอกสารจนกว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งถัดไป 

                         การเตือนภัยไม่ใช่งานพิธี ไม่ใช่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ และไม่ใช่ข่าวประชาสัมพันธ์รายปี หากแต่เป็น “ระบบมีชีวิต” ที่ต้องถูกทดสอบ ซ้อมจริง ปรับจริง และรับผิดชอบจริงอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อภัยพิบัติมาถึง มันไม่รอคณะกรรมการประชุม มันไม่รอคำสั่งราชการ และมันไม่ให้โอกาสซ้อมใหม่อีกครั้ง หากการซ้อมวันนี้ไม่ถูกต่อยอดให้เป็นระบบถาวร วันหนึ่งเสียงเตือนที่หายไป อาจถูกแทนที่ด้วยเสียงพังถล่ม เสียงน้ำเชี่ยว และเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่มาช้าเกินไปอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

แห่ตุนสินค้า เพราะเห็นแก่ตัว…หรือไม่เชื่อรัฐบาล..?  

ชั้นวางสินค้าทุกห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่ว่างลงในกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมวันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นภาพของ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะเบื้องหลังคือความกังวลของประชาชนต่อการเดินทางที่ติดขัด น้ำท่วมหลายพื้นที่

15,500 ล้าน…รัฐกำลัง “ป้องกันภัย” หรือรอจ่ายเมื่อภัยมา ?

อนุมัติกรอบงบประมาณ 15,500 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ย

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...

ศรัทธาสั่นคลอน… แต่จิตวิญญาณไม่เคยทิ้ง “ศาสนา”

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 26 กันยายน  2569 วิกฤต “ผ้าเหลือง” เขย่าความเชื่อมั่น เมื่อโลกดิจิทัลทำให้ทุกความผิดถูกมองเห็น                          ข่าวพระภิกษุเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดวินัยหรือกฎหมาย ตั้งแต่เรื่องทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไปจนถึงคดีอาญา กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นต่อองค์กรสงฆ์ไทย...

ข่าวอื่นๆ

แห่ตุนสินค้า เพราะเห็นแก่ตัว…หรือไม่เชื่อรัฐบาล..?  

ชั้นวางสินค้าทุกห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่ว่างลงในกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมวันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นภาพของ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะเบื้องหลังคือความกังวลของประชาชนต่อการเดินทางที่ติดขัด น้ำท่วมหลายพื้นที่

15,500 ล้าน…รัฐกำลัง “ป้องกันภัย” หรือรอจ่ายเมื่อภัยมา ?

อนุมัติกรอบงบประมาณ 15,500 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ย

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...