ในช่วงเวลาที่โลกกำลังจมอยู่ในความโหดร้ายของ สงครามโลกครั้งที่สอง มีเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในหน้าประวัติศาสตร์ นั่นคือบทบาทของอิหร่านในฐานะดินแดนแห่งความหวังของผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์
ระหว่างปี 1942–1945 อิหร่านได้กลายเป็นสถานที่พักพิงของผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์มากกว่า 100,000 คน ที่หลบหนีออกมาจากสหภาพโซเวียต หลังจากที่พวกเขาถูกกวาดต้อนและเนรเทศไปยังไซบีเรียและพื้นที่ห่างไกลของสหภาพโซเวียตภายหลังการรุกรานโปแลนด์ในปี 1939
ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ประกอบด้วยทั้ง ทหาร ครอบครัว เด็กกำพร้า และพลเรือนจำนวนมาก หลายคนต้องเดินทางผ่านภูมิประเทศที่โหดร้าย อดอยาก และเผชิญกับโรคภัยระหว่างทาง
#เส้นทางแห่งความหวังจากโซเวียตสู่เปอร์เซีย
หลังจากเยอรมนีนาซีเปิดฉากโจมตีสหภาพโซเวียตในปี 1941 สถานการณ์ทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลโซเวียตจึงยอมปล่อยตัวเชลยและพลเมืองโปแลนด์จำนวนมาก และอนุญาตให้พวกเขาออกจากประเทศร่วมกับกองกำลังโปแลนด์ที่นำโดย พลเอก Władysław Anders
การอพยพครั้งใหญ่นี้นำผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลข้ามทะเลแคสเปียนมายัง เมืองปาห์ลาวี (ปัจจุบันคือ Bandar-e Anzali) ทางตอนเหนือของอิหร่าน
ที่นี่เอง ผู้ลี้ภัยที่อ่อนแรงจากการเดินทางอันยาวนานได้รับ อาหาร การรักษา และที่พักพิงชั่วคราว
#อิศฟาฮาน : เมืองของเด็กโปแลนด์
เมืองหนึ่งในอิหร่านที่มีบทบาทสำคัญคือ อิศฟาฮาน (Isfahan) ซึ่งต่อมาได้รับฉายาว่า
“เมืองของเด็กโปแลนด์” (City of Polish Children)
เด็กกำพร้าหลายพันคนถูกนำมาดูแลที่นี่ โรงเรียน ศูนย์ดูแล และชุมชนผู้ลี้ภัยถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้พวกเขาฟื้นตัวจากความอดอยากและความสูญเสียจากสงคราม
ในบรรดาผู้ลี้ภัยเหล่านั้น ยังมี ชาวยิวโปแลนด์มากกว่า 5,000 คน ที่สามารถหนีจากความโหดร้ายของยุโรปในช่วงยุคนาซีได้ และอิหร่านก็กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ช่วยให้พวกเขารอดชีวิต
#ความทรงจำที่เชื่อมสองชาติ
สำหรับชาวโปแลนด์จำนวนมาก อิหร่านไม่ได้เป็นเพียงจุดผ่านทาง แต่เป็น แผ่นดินที่ช่วยชีวิตพวกเขา
หลังจากพักฟื้นในอิหร่าน ผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่งถูกส่งต่อไปยังอินเดีย แอฟริกา หรือประเทศพันธมิตรอื่น ๆ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
จนถึงทุกวันนี้ ในหลายเมืองของอิหร่านยังมี สุสานของผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์ ที่เสียชีวิตระหว่างการเดินทาง และความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่าง โปแลนด์และอิหร่าน
ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยกำแพงแห่งความหวาดกลัว อิหร่านได้เลือกที่จะเปิดประตูต้อนรับผู้คนที่กำลังหนีจากสงคราม
เรื่องราวนี้จึงเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า
แม้ในยุคที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์ มนุษยธรรมก็ยังคงส่องสว่างอยู่เสมอ
อ้างอิง
Norman Davies, Trail of Hope: The Anders Army, An Odyssey Across Three Continents (Oxford: Osprey Publishing, 2015).
Tadeusz Piotrowski, Poland’s Holocaust (McFarland, 1998).
United States Holocaust Memorial Museum, Polish Refugees in Iran during World War II.
Iran Chamber Society, The Polish Refugees in Iran (1942–1945).
Antony Polonsky, The Jews in Poland and Russia, Vol. III (Littman Library of Jewish Civilization, 2012).
| Agenda Today |#agenda_today



