หน้าแรกINSIDE - INSIGHTชำแหละกำไรโรงกลั่น ? ลาภลอยบนหยาดเหงื่อ  และทางออกที่รัฐ (ต้อง) กล้าเลือก !

ชำแหละกำไรโรงกลั่น ? ลาภลอยบนหยาดเหงื่อ  และทางออกที่รัฐ (ต้อง) กล้าเลือก !

เผยแพร่

spot_img

เมื่อหนี้ “แสนล้าน”  เป็นของประชาชน แต่ส่วนต่าง “ แสนสุข” เป็นของทุนพลังงาน ?

                         ต่อเนื่องจากวิกฤตการณ์ที่ กบน. ประกาศขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ทิ้งให้สังคมจมอยู่กับคำถามถึงความยุติธรรมในโครงสร้างราคา 

                        ความเป็นจริงที่น่าขมขื่นกว่าหนี้กองทุนน้ำมันที่กำลังแตะระดับวิกฤต คือภาพของ “กำไรลาภลอย” (Windfall Profit) มหาศาลที่วางอยู่ตรงหน้าโรงกลั่นน้ำมัน ขณะที่รัฐบาลยังคงเดินหน้ากู้เงินมาอุดหนุนแบบ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” แต่กลับลังเลที่จะใช้กฎหมายพิเศษดึงกำไรส่วนเกินเหล่านั้นมาคืนสู่กระเป๋าประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

                          สาเหตุหลักของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น แต่มาจาก “กำไรสต็อกน้ำมัน” (Stock Gain) ที่โรงกลั่นซื้อตุนไว้ในราคาต่ำก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะในตะวันออกกลาง เมื่อราคาสินค้าในมือพุ่งสูงตามตลาดโลกชั่วข้ามคืน โรงกลั่นจึงฟันกำไรส่วนต่างนี้ไปเต็มๆ โดยไม่ต้องลงแรงเพิ่ม ผสมโรงด้วย “ค่าการกลั่น” (Refining Margin) ที่ดีดตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่าตัว แตะระดับ 6-8 บาทต่อลิตร ผลกระทบที่ตามมาคือค่าขนส่งที่พุ่งขึ้น 20% และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่พาเหรดกันขึ้นราคา บีบคั้นหัวใจประชาชนฐานรากในขณะที่ตัวเลขกำไรในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มพลังงานกลับเขียวสดใสอย่างน่าอัศจรรย์

                         เหตุใดรัฐบาลจึงดู “เกรงใจ” กลุ่มทุนพลังงานนัก? คำตอบอาจซ่อนอยู่ในโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่รัฐบาล โดยกระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ ยังคงมีส่วนแบ่งกำไรในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโรงกลั่นหลายแห่ง สถานะ “เหยียบเรือสองแคม” ที่เป็นทั้งผู้กำกับนโยบายดูแลประชาชน และผู้รับเงินปันผลจากกำไรโรงกลั่น ทำให้ความกระตือรือร้นในการจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) ถูกแช่แข็งไว้ภายใต้วาทกรรม “เสรีภาพทางการค้า” และ “ความเชื่อมั่นนักลงทุน” กลายเป็นกำแพงล่องหนที่กั้นไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนเกินกลับคืนสู่สาธารณะ

                          ผู้เชี่ยวชาญพลังงานแนะว่า หากจะแก้ปัญหาให้เห็นผลทันที รัฐบาลต้องเลิก “ขอความร่วมมือ” แบบขอไปที แต่ต้องใช้มาตรการ “กำไรส่วนเกินชั่วคราว” (Temporary Windfall Contribution) บังคับให้โรงกลั่นส่งคืนกำไรสต็อกส่วนที่เกินจากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี เข้าสู่กองทุนน้ำมันทันทีเพื่อหยุดวงจรการกู้เงินมาจ่ายดอกเบี้ย พร้อมทั้งกำหนด “เพดานค่าการกลั่นชั่วคราว” (Refining Margin Cap) ไม่ให้เกิน 2.50 บาทต่อลิตรในช่วงวิกฤตสงคราม เพื่อลดภาระหน้าปั๊มให้ประชาชนได้ทันทีลิตรละ 2-3 บาท โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว

                          ในระยะกลางและยาว ทางออกเดียวที่จะทำให้คนไทยหลุดพ้นจากวงจรนี้ คือการ “รื้อสูตรราคา“ เลิกบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยเสมือนจากสิงคโปร์ในน้ำมันที่กลั่นเองที่ระยองหรือชลบุรี และผลักดัน พรบ. ภาษีลาภลอย ให้เป็นกฎหมายถาวรที่มีเกณฑ์ชัดเจน ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้าง กบน. ให้มีความโปร่งใส เปิดข้อมูลแบบ Real-time Dashboard ให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าเงินทุกบาทที่จ่ายไปถูกนำไปใช้อุดหนุนใคร และโรงกลั่นกำลังกำไรเกินควรหรือไม่

                         วิกฤตพลังงานปี 2569 นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันแพง แต่คือ “บทพิสูจน์มโนธรรม” ของผู้บริหารประเทศว่าจะเลือกยืนเคียงข้างความเดือดร้อนของประชาชน หรือจะเลือกโอบอุ้มตัวเลขกำไรของกลุ่มทุนเพื่อความมั่นคงทางการเงินของรัฐบาลเอง หากรัฐยังคงเลือกทางเดินเดิมที่ปล่อยให้คนตัวเล็กแบกหนี้ แต่คนตัวใหญ่รับผลประโยชน์ ประวัติศาสตร์จะจารึกว่านี่คือความล้มเหลวของการบริหารจัดการทรัพยากรที่อยุติธรรมที่สุดครั้งหนึ่งของไทย

                         สุดท้าย… หากรัฐบาลยังคงยืนกรานที่จะหมุนวงจรเดิมๆ ต่อไป เราก็คงจะได้เห็นภาพอันงดงามของ “ความร่วมมือร่วมใจ” แบบไทยๆ ต่อไปเรื่อยๆ นั่นคือประชาชนร่วมใจกัน “แบกหนี้แสนล้าน” ส่วนโรงกลั่นก็ร่วมมือกัน “รับกำไรแสนสุข” โดยมีท่านผู้ทรงเกียรติในบอร์ด กบน. นั่งจิบกาแฟใช้แว่นขยายส่องดูราคาสิงคโปร์อย่างตั้งใจ… 

                        ช่างเป็นวงจรที่สมบูรณ์แบบเสียนี่กระไร! ถ้ารัฐบาลไม่กล้าข้ามกำแพงผลประโยชน์ในวันนี้ ก็เตรียมพิมพ์คำแนะนำการใช้ชีวิตแบบ “ประหยัดน้ำมัน” แจกประชาชนล่วงหน้าไปถึงปี 2570 ได้เลย เพราะดูเหมือนว่าสายเคเบิลความจริงระหว่าง “ความทุกข์ของชาวบ้าน” กับ “ห้องประชุมคณะกรรมการ” จะยังคงสัญญาณขาดหายอย่างถาวร !

2569-03-29    ผู้เขียน   “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

แห่ตุนสินค้า เพราะเห็นแก่ตัว…หรือไม่เชื่อรัฐบาล..?  

ชั้นวางสินค้าทุกห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่ว่างลงในกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมวันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นภาพของ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะเบื้องหลังคือความกังวลของประชาชนต่อการเดินทางที่ติดขัด น้ำท่วมหลายพื้นที่

15,500 ล้าน…รัฐกำลัง “ป้องกันภัย” หรือรอจ่ายเมื่อภัยมา ?

อนุมัติกรอบงบประมาณ 15,500 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ย

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...

ศรัทธาสั่นคลอน… แต่จิตวิญญาณไม่เคยทิ้ง “ศาสนา”

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 26 กันยายน  2569 วิกฤต “ผ้าเหลือง” เขย่าความเชื่อมั่น เมื่อโลกดิจิทัลทำให้ทุกความผิดถูกมองเห็น                          ข่าวพระภิกษุเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดวินัยหรือกฎหมาย ตั้งแต่เรื่องทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไปจนถึงคดีอาญา กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นต่อองค์กรสงฆ์ไทย...

ข่าวอื่นๆ

แห่ตุนสินค้า เพราะเห็นแก่ตัว…หรือไม่เชื่อรัฐบาล..?  

ชั้นวางสินค้าทุกห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่ว่างลงในกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมวันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นภาพของ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะเบื้องหลังคือความกังวลของประชาชนต่อการเดินทางที่ติดขัด น้ำท่วมหลายพื้นที่

15,500 ล้าน…รัฐกำลัง “ป้องกันภัย” หรือรอจ่ายเมื่อภัยมา ?

อนุมัติกรอบงบประมาณ 15,500 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ย

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...