หน้าแรกINSIDE - INSIGHTถวายสัตย์ปฏิญาณเหนือเกล้าในวันจักรี บทพิสูจน์ "คณะรัฐมนตรีอนุทิน 1"

ถวายสัตย์ปฏิญาณเหนือเกล้าในวันจักรี บทพิสูจน์ “คณะรัฐมนตรีอนุทิน 1”

เผยแพร่

spot_img

จากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญสู่จรรยาบรรณที่จับต้องได้… เพื่อเกียรติยศแห่งตำแหน่งหน้าที่

                          วันที่ 6 เมษายน  นี้ ถือเป็นศุภวาระอันศักดิ์สิทธิ์ “วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์” หรือ “วันจักรี” อันเป็นวันที่ปวงชนชาวไทยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ที่ทรงแผ่พระบารมีคุ้มเกล้าเหล่าพสกนิกรให้มีความร่มเย็นเป็นสุขสืบมา

                        และในวันอันเป็นมหามงคลนี้ นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” พร้อมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มีกำหนดเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ฯ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นห้วงเวลาสำคัญที่ฝ่ายบริหารจะต้องตระหนักถึงความซื่อสัตย์สุจริตอย่างสูงสุดต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พันธะทางกฎหมายที่มาพร้อม “มโนธรรม”

                          ตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 การถวายสัตย์ปฏิญาณมิใช่เพียงพิธีกรรมตามระเบียบราชการ แต่เป็น “พันธะทางกฎหมาย” (Legal Obligation) อันสำคัญยิ่งที่จะทำให้การเป็นคณะรัฐมนตรีนั้นสมบูรณ์ตามหลักกฎหมาย

                        ถ้อยคำที่ว่า “จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน” คือการถวายคำมั่นสัญญาต่อหน้าพระประมุขผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของรัฐชาติ 

                         ดังนั้น รัฐมนตรีทุกคนจึงมีหน้าที่ต้องตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ของถ้อยคำ มิให้เป็นเพียงการกล่าวตามหน้าที่ แต่ต้องหยั่งรากลึกเป็นจิตสำนึกในการปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมและรักษาไว้ซึ่งธรรมาภิบาล

ส่องอารยประเทศ การให้คำมั่นสัญญาต่ออำนาจอธิปไตย

                         เมื่อเปรียบเทียบกับนานาอารยประเทศ กระบวนการนี้คือจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบ (Accountability) ต่อสาธารณะ

                 ที่สหรัฐอเมริกา  ประธานาธิบดีต้องสาบานตนโดยวางมือบนคัมภีร์หรือรัฐธรรมนูญต่อหน้าประธานศาลสูงสุด เพื่อยืนยันความยึดมั่นในหลักการและกฎหมาย

                 ที่เยอรมนี นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องปฏิญาณตนต่อหน้าสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันการอุทิศตนเพื่อความ

ผาสุกของประชาชนและรักษาไว้ซึ่งกฎหมายพื้นฐาน

                       หัวใจสำคัญของนานาประเทศคือการแสดงความสง่างาม และความโปร่งใสในจุดเปลี่ยนผ่านอำนาจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ระบบการปกครองและตัวแทนของปวงชน

บทเรียนจากอดีต เกียรติประวัติหรือรอยด่างพร้อย

                       ประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีบทเรียนที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ละเลยต่อคำสัตย์ปฏิญาณและเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ มักประสบกับวิบากกรรมทางการเมืองและถูกกฎหมายลงโทษในที่สุด สิ่งเหล่านี้เตือนใจคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า “การกระทำย่อมสะท้อนผล” เกียรติยศที่แท้จริงมิได้มาจากหัวโขนทางการเมืองที่สวมใส่ แต่มาจากความซื่อตรงต่อคำสัตย์ที่ได้ให้ไว้ในวาระสำคัญที่สุดของการเข้ารับตำแหน่งหน้าที่

ความคาดหวังต่อ “คณะรัฐมนตรีอนุทิน”

                       ประชาชนปรารถนาจะเห็นคณะรัฐมนตรีชุดนี้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสมเกียรติ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศชาติ การเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณในวันจักรีนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะพิสูจน์ถึงความจงรักภักดีและความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาบ้านเมือง หากคณะรัฐมนตรีร่วมกันยึดถือแนวทางความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ย่อมจะเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนและนำพาสังคมไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ตนเองและวงศ์ตระกูลสืบไป

แง่คิดหลังคำสัตย์ปฏิญาณ

                           การถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็น”หัวใจสำคัญที่มากกว่าถ้อยคำ”  เป็นวินาทีแห่งเกียรติยศสูงสุดที่คณะรัฐมนตรีได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ ถือเป็นมงคลและเป็นความภาคภูมิใจที่พึงรักษาไว้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด

                 การตระหนักรู้ว่าอำนาจที่ได้รับมานั้น มีไว้เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มิใช่เพื่อการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนซึ่งขัดต่อคำสัตย์ปฏิญาณที่ได้ให้ไว้

                คณะรัฐมนตรีที่สง่างาม  คือกลุ่มบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและเที่ยงธรรม เพื่อให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศชาติ และเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน

                   THAITRIBUNE  หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในวันที่ 6 เมษายนนี้ จะเปลี่ยน “คำมั่นสัญญา” ให้เป็น “การปฏิบัติจริง” เพื่อความวัฒนาสถาพรของชาติบ้านเมืองสืบไป

ข่าวล่าสุด

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

ข่าวอื่นๆ

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง