ครั้งหนึ่งผมเคยยืนอยู่บนสุด เคยเป็น “แม่ทัพ” ที่ลูกน้อง 42 ชีวิตเรียกว่า “นาย”
แต่ในวันที่เสียงปืนดัง ผมกลับพาพวกเขากลับบ้านไม่ได้ทุกคน
ความเจ็บนั้น มันไม่เคยจางหายไปจากหัวใจคนเป็นผู้บังคับบัญชาเลย
วันนี้ในวัย 60 ปี ไม่มีเครื่องแบบ ไม่มีดาวบนบ่า
เหลือแค่ลุงแก่ๆ คนหนึ่งที่ชื่อ “บิ๊กกุ้ง”
ใช้ชีวิตเงียบๆ กินเงินบำนาญอยู่กับลูกหลานเหมือนคนทั่วไป
แต่รู้ไหม… ทุกครั้งที่ข่าวทหารขึ้นหน้าจอ
มือของอดีตแม่ทัพคนนี้มันสั่นไปหมด
เพราะมันย้อนภาพวันที่ต้องยกหูโทรหาแม่ของลูกน้อง
แล้วพูดคำที่ยากที่สุดในชีวิตว่า “น้องเขาเสียแล้วครับ”
ผมพูดมันซ้ำๆ จนจำไม่ได้แล้วว่า 42 ครั้งนั้น… ผมตายไปกี่รอบ
7 เดือนหลังเกษียณ ผมถามตัวเองทุกคืน
“เป็นแม่ทัพประสาอะไร ปกป้องลูกน้องไม่ได้”
5 เดือนก่อน ผมเลยตั้ง “มูลนิธิแม่ทัพกุ้ง” ขึ้นมา
เพราะอย่างน้อย… คนที่ยังอยู่ ต้องไม่ถูกลืม ต้องมีคนดูแล
และวันนี้ ผมขอทำหน้าที่ “แม่ทัพ” เป็นครั้งสุดท้าย
ผมขอถอดเครื่องแบบที่ใส่มาทั้งชีวิต วางยศ วางศักดิ์ศรีทั้งหมดลง
แล้วก้มกราบ “หลวงปู่ศิลา” ขอบวชเป็นพระ 1 พรรษา

ไม่ใช่บวชเพื่อตัวเอง
แต่บวชเพื่อส่งบุญให้วีรบุรุษทั้ง 42 นาย ที่ผมพาเขากลับบ้านไม่ได้
ขอไถ่โทษที่ติดค้างอยู่ในใจ… ด้วยผ้าเหลือง
จากนี้ไป ไม่มีแม่ทัพกุ้งแล้ว มีแต่ “หลวงพี่” ที่จะสวดให้ลูกน้องทุกเช้าค่ำ
ถ้าดวงวิญญาณของพวกเอ็งรับรู้ได้… พ่ออยากบอกว่า “พ่อขอโทษนะลูก”
และ “พ่อภูมิใจในตัวพวกเอ็งที่สุด”



