กลายเป็นประเด็นร้อนระอุใต้พรมกำมะหยี่ของวงการพุทธพาณิชย์ไทย เมื่อสมรภูมิความเชื่อของ “พระสมเด็จ” อันเป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง กำลังเกิดรอยแยกครั้งใหญ่จากการปะทะกันทางความคิดระหว่างสองขั้วอำนาจ คือ “สายวัด”
กลุ่มอนุรักษนิยมสากลนิยม และ “สายวัง” กลุ่มประวัติศาสตร์นอกพิมพ์
การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การโต้เถียงเรื่องความแท้-เก๊ในแผงพระทั่วไป หากแต่เป็นสงครามช่วงชิง “ความชอบธรรม” ในการกำหนดทิศทางมูลค่าทรัพย์สินที่ขับเคลื่อนด้วยแรงศรัทธา ซึ่งมีเม็ดเงินหมุนวนเวียนในตลาดนอกระบบรวมกันนับแสนล้านบาทอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
หากย้อนดูปูมหลัง ข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้ชี้ชัดว่า ฝ่าย “สายวัด” ซึ่งนำโดยกลุ่มเซียนใหญ่และสมาคมผู้นิยมพระเครื่องฯ ยึดถือคัมภีร์ความถูกต้องจากตำราดั้งเดิม เน้นโครงสร้างแม่พิมพ์ มวลสาร และความเก่าตามธรรมชาติของวัดระฆัง โฆสิตาราม เป็นเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ฝ่าย “สายวัง” หรือกลุ่มผู้นิยมพระกรุวังหน้าและช่างหลวง ได้วางแนวคิดสวนทาง โดยอ้างอิงบันทึกประวัติศาสตร์นอกพงศาวดารและหลักวิทยาศาสตร์ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้ปลุกเสกพระเครื่องศิลปะประณีตจำนวนมหาศาลเพื่อบรรจุในกรุหลวง ซึ่งทั้งสองค่ายนี้เปิดศึกตัวแทนทางวาทกรรมและสิ่งพิมพ์ตอบโต้กันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ช่วงหลัง พศ. 2500 เป็นต้นมา
ศึกยืดเยื้อกว่าครึ่งศตวรรษนี้ดำเนินมาถึงจุดที่ทุกฝ่ายต้อง “คุมเชิงรักษาท่าที” อย่างเคร่งครัด เพราะเดิมพันครั้งนี้สูงเกินกว่าที่ใครจะกล้าเพลี่ยงพล้ำ
หาก “สายวัด” พลาดท่าสูญเสียอำนาจการผูกขาด ราคาพระสมเด็จองค์ละสิบล้านร้อยล้านในมือเซียนใหญ่จะพังทลายกลายเป็นศูนย์ทันที จากการถูกกลืนด้วยปริมาณพระสายวังที่มีอยู่มหาศาล
ในทางกลับกัน หาก “สายวัง” ถูกโดดเดี่ยวและตราหน้าว่าเป็นพระสนามอย่างไร้ราคาอย่างสมบูรณ์ สินทรัพย์ในมือคหบดีและนักลงทุนสายจิตศรัทธาก็จะกลายเป็นเพียงก้อนปูนไร้มูลค่า
การรักษาความคลุมเครือและการไม่ก้าวล่วงกันในเวทีสาธารณะ จึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการประคองผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายไว้
ปรากฏการณ์ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพุทธพาณิชย์ แต่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนลึกไปถึงปัญหารากเหง้าของสังคมไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พฤติกรรมการผูกขาดอำนาจทางวัฒนธรรม” ที่กลุ่มทุนหรือผู้มีอิทธิพลทางสังคมมักจะสถาปนา “ความจริงชุดหนึ่ง” ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงวิกฤต “ประวัติศาสตร์ชาตินิยมเชิงพาณิชย์” ที่ข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดีและวิทยาศาสตร์ ถูกนำมาบิดผันหรือเลือกใช้เพียงบางส่วน เพื่อสร้างสตอรี่รองรับความชอบธรรมในการซื้อขายทรัพย์สิน มากกว่าการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อการศึกษาอย่างแท้จริง
เมื่อหันไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะใน “ประเทศอินเดีย” ดินแดนต้นกำเนิดพระพุทธศาสนา แม้พุทธศาสนาในอินเดียยุคแรกจะเน้นความว่างและไม่ยึดติดรูปเคารพ แต่ในยุคต่อมาเมื่อพุทธศาสนานิกายมหายานและตันตระ พุทธสายวัชรยาน รุ่งเรือง ก็มีการสร้าง “พระพิมพ์ดินเผา” หรือรูปเคารพขนาดพกพาขึ้นมาเช่นกัน โดยเฉพาะในแคว้นพิหารและเบงกอล ในยุคราชวงศ์ปาละ พระพิมพ์เหล่านี้จำลองรูปพระพุทธเจ้าแสดงปางต่าง ๆ หรือรูปพระโพธิสัตว์ มีจุดประสงค์เพื่อมอบให้ผู้แสวงบุญเป็นเครื่องระลึกและปกป้องคุ้มครอง ทว่า สิ่งที่ต่างจากไทยคือ ในอินเดียและเนปาล วัตถุเหล่านี้ถูกจัดวางสถานะไว้ในฐานะ “โบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์และศิลปะ” โดยมีสถาบันวิชาการและพิพิธภัณฑ์ของรัฐเป็นผู้ประเมินคุณค่าตามอายุขัยที่แท้จริง ไม่ได้ถูกผูกขาดราคาโดยสมาคมพ่อค้าหรือเซียนพระในฐานะสินทรัพย์เก็งกำไรเหมือนในบ้านเรา
นอกจากอินเดียแล้ว วัฒนธรรมเครื่องรางในประเทศอื่น เช่น “โอมะโมะริ” ของญี่ปุ่น ก็ผ่านการจัดระเบียบโดยสมาคมศาลเจ้าแห่งชาติ (Jinja Honcho) เพื่อสร้างมาตรฐานร่วมกัน ป้องกันการทำเลียนแบบนอกระบบจนสูญเสียกลไกทางเศรษฐกิจชุมชน หรือแม้กระทั่งในยุโรปยุคกลาง การค้าขาย “พระธาตุศักดิ์สิทธิ์” ของคริสตจักร ก็เคยมีการต่อสู้และรับรองโดยส่วนกลางเพื่อควบคุมมูลค่า
ความแตกต่างที่เด่นชัดคือ ในอารยประเทศที่มีการจัดการเครื่องรางเชิงพาณิชย์ พวกเขาจะมีระบบ “การควบคุมโดยสถาบันหรือรัฐ” ที่มีกฎหมายรองรับอย่างโปร่งใส มีขอบเขตชัดเจนระหว่างคุณค่าทางจิตใจกับมูลค่าทางวัตถุ แต่สำหรับประเทศไทย วงการพระเครื่องกลับเติบโตและขับเคลื่อนอยู่ใน “แดนสนธยา” ที่ไร้กฎหมายควบคุมอย่างจริงจัง มูลค่าทั้งหมดพึ่งพาเพียง “บารมีของคำพูด” และระบบพวกพ้อง ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เปราะบางและพร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อเมื่อผลประโยชน์ขัดกัน
ศึกพระสมเด็จ 2 ค่ายในวันนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนชั้นดีว่า ตราบใดที่สังคมไทยยังคงใช้ “ความเชื่อ” นำทาง “ปัญญา” และปล่อยให้กลไกตลาดเสรีของความศรัทธาถูกควบคุมโดยระบบปิดของคนเฉพาะกลุ่ม วงการพระเครื่องก็จะไม่ต่างจากตลาดหุ้นที่ไร้กลต. คอยกำกับดูแล ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าสายวัดหรือสายวังจะชนะ สิ่งที่พ่ายแพ้อย่างราบคาบก็คือ “มาตรฐานสากล” และภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยที่ถูกลดทอนคุณค่าให้เหลือเพียงเรื่องของการเก็งกำไรในคราบพุทธคุณ
2569-05-28 “ชัยทัศน์”



