INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 27 กรกฏาคม 2569
เมื่อ “Fast Track” ในกระดาษ… กลายเป็น “Delayed Track” ในชีวิตจริง
ถอดบทเรียนการบริหารงบประมาณฉุกเฉิน และสมดุลแห่งการช่วยชีวิตประชาชน
สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 – 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด สะท้อนถึงอุบัติการณ์ของโรคที่สูงขึ้นตามโครงสร้างสังคมสูงวัย รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบาย “UCEP” หรือสิทธิ์เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีชีวิตปลอดภัย เพื่อเป็นกลไกกลางให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดภายใน “นาทีทอง” โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใน 72 ชั่วโมงแรก
อย่างไรก็ดี ในมิติการบริหารจัดการเชิงระบบ ปัญหาคอขวดในทางปฏิบัติและเงื่อนไขงบประมาณกำลังเป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายประสิทธิภาพของนโยบายนี้
เมื่อเปรียบเทียบเชิงระบบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย พบว่ากลุ่มประเทศดังกล่าวเน้นการรวมศูนย์ข้อมูลสารสนเทศทางการแพทย์แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถจัดสรรรถพยาบาลฉุกเฉินและล็อกเตียงว่างในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ได้ล่วงหน้าตั้งแต่คนไข้อยู่บนรถ ส่งผลให้ระยะเวลาเฉลี่ยในการรับยาละลายลิ่มเลือดสั้นกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีแนวคิดเชิงนโยบายที่ดีในการเปิดกว้างให้รักษาฟรีทุกที่ แต่การกระจายตัวของทรัพยากรระดับสูง เช่น ศูนย์ฉีดสีสวนหัวใจ และแพทย์เฉพาะทาง ยังคงมีความหนาแน่นเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ ส่งผลให้ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านกลยุทธ์การขนส่งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกรอบเวลาวิกฤตทางการแพทย์
ข้อจำกัดด่านแรกที่พบในระบบสาธารณสุขไทย คือความสอดคล้องในการคัดกรองระดับความรุนแรงของโรค โดยระบบประเมินเกณฑ์ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กับการวินิจฉัยหน้างานของสถาบันการแพทย์ภาคเอกชน บ่อยครั้งมีความเหลื่อมล้ำกัน อาการทางสมองหรือหัวใจเฉียบพลันบางประเภทที่ตำราแพทย์ระบุว่ามีความเสี่ยงสูง แต่อาจถูกจำแนกในระบบสารสนเทศว่าเป็น “สีเหลือง” (เร่งด่วนแต่ไม่วิกฤต) เนื่องจากผู้ป่วยยังคงมีสัญญาณชีพและสติสัมปชัญญะในขณะนั้น ส่งผลให้ไม่สามารถใช้สิทธิ์ UCEP ได้ และนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างเกณฑ์ของรัฐ ภาคเอกชน และญาติผู้ป่วย เกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามมา
อุปสรรคประการต่อมาเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยผ่านพ้นขีดอันตรายใน 72 ชั่วโมงแรก ซึ่งตามแนวทางปฏิบัติกำหนดให้ต้องทำการส่งตัวผู้ป่วยกลับไปยังโรงพยาบาลต้นสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนบัตรทองหรือประกันสังคม ทว่าในโลกความเป็นจริง หอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Unit) และเตียง ICU ของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่มักประสบภาวะหนาแน่นและมีจำนวนเตียงจำกัดตลอดทั้งปี
เมื่อโรงพยาบาลปลายทางไม่สามารถรับช่วงดูแลต่อได้ในทันที แต่ข้อจำกัดทางกฎหมายด้านงบประมาณชดเชยหมดลง ผู้ป่วยจึงตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางการเงิน ซึ่งบีบให้ครอบครัวต้องแบกรับอัตราค่าบริการทางการแพทย์ในรูปแบบเงินสดเพื่อรักษาความต่อเนื่องของสัญญาณชีพ
ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างนี้มีรากฐานมาจาก “การแยกตะกร้าเงิน” ของงบประมาณสาธารณสุขไทยออกเป็น 3 กองทุนหลัก ได้แก่ สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่งแต่ละกองทุนมีอัตราการจ่ายเงินชดเชยค่าบริการทางการแพทย์ ให้แก่โรงพยาบาลภาคเอกชนที่แตกต่างกัน และส่วนใหญ่เป็นอัตราที่ต่ำกว่าต้นทุนการดำเนินงานจริงของโรงพยาบาลเอกชนในปัจจุบัน ความไม่สอดคล้องระหว่างต้นทุนพาณิชย์และราคากลางของรัฐ จึงส่งผลให้เกิดการบริหารความเสี่ยงภายในของสถานพยาบาลภาคเอกชน และส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความลื่นไหลในการรับตัวและส่งต่อผู้ป่วยวิกฤต
การขับเคลื่อนเพื่อทลายคอขวดในระบบสาธารณสุขนี้ จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการในระดับนโยบายโดยมีรัฐบาลเป็นแกนกลางขับเคลื่อน สิ่งที่หน่วยงานรัฐและภาคเอกชนต้องเร่งประสานความร่วมมือ คือการปรับปรุงโปรแกรมคัดกรองและการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดเฉียบพลันให้เป็นสิทธิ์ “วิกฤตสีแดง“โดยอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการเจรจาปรับปรุงอัตราค่าบริการทางการแพทย์ ให้สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริงอย่างสมเหตุสมผล นอกจากนี้ การจัดตั้งกลไกกองทุนกลางร่วม เพื่อสำรองจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ในช่วงรอยต่อของการส่งตัว จะช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของสถานพยาบาลและปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวผู้ป่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม
การบริหารจัดการงบประมาณด้านสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงไม่ใช่เพียงการควบคุมตัวเลขรายจ่ายทางการคลังของรัฐบาล แต่คือการสร้างระบบหลักประกันที่มั่นคงและเท่าเทียม เพื่อให้ประชากรทุกกลุ่มสิทธิ์สามารถเข้าถึงมาตรฐานการรักษาทางการแพทย์ที่ทันท่วงทีอย่างแท้จริง การปรับปรุงข้อจำกัดในทางปฏิบัติของนโยบาย Fast Track และระบบ UCEP จึงไม่เพียงแต่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการของประชากรวัยแรงงานและผู้สูงอายุลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังเป็นการยกระดับความมั่นคงทางสังคมและความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน



