เศรษฐกิจดิจิทัลโต แต่ทุนมนุษย์,นวัตกรรมยังเป็นโจทย์ใหญ่ ประเทศเสี่ยง “แก่ก่อนรวย”
เสียงแจ้งเตือนจากแอปช้อปปิ้ง การสั่งอาหารออนไลน์ การชำระเงินดิจิทัล และบริการบนสมาร์ตโฟน กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย เศรษฐกิจดิจิทัลขยายตัว ขณะที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและ 5G ทำให้คนเข้าถึงเทคโนโลยีได้กว้างขึ้น แต่ความสามารถในการ “ใช้” เทคโนโลยี ไม่ได้หมายความว่าไทยสามารถ “สร้าง” เทคโนโลยีได้ในระดับเดียวกัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคนไทยใช้เทคโนโลยีเก่งแค่ไหน แต่คือ เราสามารถเปลี่ยนผู้ใช้ให้เป็นผู้สร้างนวัตกรรมและเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาได้มากเพียงใด
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa ระบุว่าไทยยังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรดิจิทัลทักษะสูง ขณะที่ สศช.ชี้ว่าผลิตภาพแรงงานยังเป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มจำนวนแรงงานจะไม่ใช่เครื่องยนต์หลักเหมือนในอดีตอีกต่อไป ประเทศจำเป็นต้องทำให้แรงงานหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้สูงขึ้น ผ่านทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ช่องว่างที่เห็นชัดคือการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ซึ่งไทยอยู่ที่ประมาณ 1.2% ของ GDP ขณะที่เกาหลีใต้ลงทุนมากกว่า 5% และอิสราเอลราว 6% แม้ตัวเลข R&D ไม่ใช่เครื่องวัดความสามารถของประเทศทั้งหมด แต่สะท้อนขนาดทรัพยากรที่ถูกจัดสรรเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ เมื่อประเทศหนึ่งยังใช้เงินสร้างเทคโนโลยีน้อยกว่าประเทศผู้นำหลายเท่า ความสามารถในการสร้างสิทธิบัตร เทคโนโลยี และธุรกิจนวัตกรรมย่อมเผชิญข้อจำกัดตามมา
ขณะเดียวกัน โครงสร้างธุรกิจไทยก็เป็นโจทย์สำคัญ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ระบุว่า SMEs คิดเป็นประมาณ 99.5% ของธุรกิจไทย และจ้างงานเกือบ 70% ของการจ้างงานทั้งหมด ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมหาศาลจึงเป็นทั้งกำลังหลักของเศรษฐกิจและข้อจำกัดในการยกระดับผลิตภาพ เพราะยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี บุคลากร และการลงทุนวิจัย หากภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังมุ่งแข่งขันด้วยต้นทุนและการนำเทคโนโลยีมาใช้ มากกว่าการสร้างเทคโนโลยีของตนเอง การพัฒนาคนเก่งก็อาจไม่มี “สนาม” ให้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่
เมื่อมองไปยังเวียดนามและอินโดนีเซีย การแข่งขันยิ่งน่าจับตา เวียดนามกำลังเร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่าโลก ขณะที่อินโดนีเซียใช้ตลาดดิจิทัลขนาดใหญ่เป็นฐานสร้างธุรกิจและดึงดูดเงินลงทุนด้านเทคโนโลยี ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ไทย “แพ้” ทุกด้าน แต่การแข่งขันกำลังเปลี่ยนจาก ใครมีแรงงานราคาถูกกว่า ไปสู่ ใครมีคนที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า และใครสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้มากกว่า
นี่คือเหตุผลที่คำว่า “แก่ก่อนรวย” มีความหมายมากกว่าปัญหาผู้สูงอายุ เพราะเมื่อประชากรวัยทำงานลดลง ไทยจะไม่สามารถขยายเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มจำนวนคนได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ประเทศต้องชดเชยด้วยผลิตภาพที่สูงขึ้น และต้องเปลี่ยนความรู้ของคนไทยให้กลายเป็นสินค้า เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญาที่ขายได้ทั่วโลก ประเทศที่ต้องนำเข้าเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ย่อมต้องจ่ายให้เจ้าของเทคโนโลยี แต่ประเทศที่สร้างเทคโนโลยีเอง ย่อมมีโอกาสเก็บมูลค่าเพิ่มไว้ในประเทศ
ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง และคนไทยไม่ได้ขาดความสามารถในการปรับตัวกับเทคโนโลยี สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ ระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน ภาคธุรกิจ และนโยบายรัฐ เปิดพื้นที่ให้คนเหล่านั้นสร้างคุณค่าระดับสูงมากพอหรือยัง เพราะการมีสมาร์ตโฟนที่ทันสมัย การใช้ AI ได้คล่อง หรือการชำระเงินดิจิทัลได้รวดเร็ว อาจบอกได้เพียงว่า คนไทยพร้อมใช้อนาคต แต่ความสามารถในการสร้าง AI สร้างซอฟต์แวร์ สร้างสิทธิบัตร และส่งออกองค์ความรู้ไปทั่วโลกต่างหาก ที่จะบอกว่า ประเทศไทยกำลังเป็นเจ้าของอนาคต หรือเพียงกำลังบริโภคอนาคตที่คนอื่นสร้างไว้ให้
#OECD#เศรษฐกิจดิจิทัล#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#depa



