INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 23 สิงหาคม 2569
วิกฤตบัณฑิตจบใหม่ที่มีจำนวนมาก แต่ทักษะไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน กำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยไม่อาจมองเป็นเพียงเรื่อง “เด็กหางานไม่ได้” อีกต่อไป เพราะโจทย์ใหญ่กว่านั้นคือ ระบบการศึกษากำลังผลิต “วุฒิการศึกษา” เร็วกว่าการผลิต “ทักษะที่เศรษฐกิจต้องการ” ขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนทั้งลักษณะงาน วิธีทำงาน และทักษะที่นายจ้างต้องการอย่างรวดเร็ว คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเด็กไทยเรียนจบอะไร แต่คือ สิ่งที่เรียนมานั้นยังมีมูลค่าในตลาดแรงงานวันพรุ่งนี้หรือไม่
บทเรียนจากเพื่อนบ้านสะท้อนแนวคิดที่แตกต่างออกไป สิงคโปร์ไม่ได้มองการพัฒนาทักษะเป็นภารกิจของมหาวิทยาลัยเพียงฝ่ายเดียว แต่สร้างระบบ SkillsFuture ที่เชื่อมรัฐบาล นายจ้าง สถาบันฝึกอบรม และข้อมูลทักษะเข้าด้วยกัน พร้อมพัฒนาหลักสูตรด้าน AI และทักษะดิจิทัลให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนเร็ว ขณะที่เวียดนามกำหนดเป้าหมายด้านกำลังคน AI อย่างเป็นระบบ ตั้งเป้าฝึกบุคลากรระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไปอย่างน้อย 50,000 คน และพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างน้อย 25 แห่งให้เป็นศูนย์กลางด้านการฝึกอบรม วิจัย และนวัตกรรม AI ส่วนมาเลเซียเดินเกมผ่าน MyMahir โดยให้ภาคอุตสาหกรรม รัฐ และสถาบันฝึกอบรมร่วมกันกำหนดทักษะที่ตลาดต้องการ และเชื่อมการฝึกอบรมไปสู่โอกาสการจ้างงานจริง
เมื่อย้อนกลับมามองประเทศไทย ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ “มหาวิทยาลัยมีมากเกินไป” หรือ “เด็กเรียนปริญญาตรีมากเกินไป” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ความเร็วในการปรับตัวของระบบการศึกษาอาจช้ากว่าความเร็วของตลาดแรงงาน หลักสูตรหนึ่งอาจใช้เวลาหลายปีในการผลิตบัณฑิต แต่เทคโนโลยีบางชนิดกลับเปลี่ยนความต้องการของนายจ้างได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการจึงเริ่มขยับจากการมองเพียงวุฒิการศึกษาไปสู่ทักษะที่พิสูจน์ได้จริง ทั้งการใช้ AI การวิเคราะห์ข้อมูล การคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา และความสามารถในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ปริญญาจึงอาจยังมีความสำคัญ แต่ ปริญญาเพียงใบเดียวกำลังไม่เพียงพอ
ภาครัฐเองเริ่มส่งสัญญาณตอบโจทย์นี้ผ่านโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจัดหา Generative AI รุ่น Pro/Premium จำนวน 5 ล้านสิทธิ์ จากผู้ให้บริการ 14 ราย รวม 24 โมเดล ให้ใช้งานเป็นเวลา 12 เดือน โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตราการใช้ AI ของประเทศจาก 10.7% ในปี 2568 เป็น 20% ในปี 2570 นับเป็นการลดกำแพงต้นทุนและเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้กว้างขึ้น แต่ต้องย้ำว่า การเข้าถึง AI ไม่เท่ากับการมีทักษะ AI เพราะการแจกเครื่องมือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากไม่มีการฝึกใช้จริง การวัดผล และการเชื่อมโยงกับงานและรายได้ สิทธิ์ที่ได้รับก็อาจกลายเป็นเพียง “สิทธิ์ในการทดลองใช้” มากกว่าจะเป็น “สิทธิ์ในการเปลี่ยนชีวิต”
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า โจทย์ต่อไปของประเทศไทยจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การแจกเครื่องมือ แต่ต้องขยับไปสู่การปฏิรูประบบนิเวศการศึกษา ตั้งแต่การพยากรณ์ความต้องการแรงงาน การออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคธุรกิจ การเพิ่มการเรียนรู้จากสถานประกอบการ การรับรองทักษะที่เกิดจากการทำงานจริง ไปจนถึงระบบ Lifelong Learning ที่ทำให้คนสามารถกลับมาเรียนรู้ใหม่ได้ตลอดชีวิต ที่สำคัญ มหาวิทยาลัยไม่ควรถูกวัดความสำเร็จจากจำนวนผู้เรียนหรือจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ควรถูกถามด้วยว่า บัณฑิตที่ผลิตออกไปสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และตอบโจทย์เศรษฐกิจได้มากเพียงใด เพราะในโลก AI ตลาดแรงงานไม่ได้ถามก่อนว่า “คุณจบอะไร” แต่อาจถามก่อนว่า “คุณทำอะไรได้บ้าง”
และนี่อาจเป็นข้อสอบใหญ่ที่สุดของระบบการศึกษาไทย เพราะ AI ไม่ได้กำลังสอบนักศึกษาอย่างเดียว AI กำลังสอบมหาวิทยาลัย สอบตลาดแรงงาน และสอบรัฐบาลพร้อมกัน หากเรายังวัดความสำเร็จด้วยจำนวน “ใบปริญญา” แต่ไม่วัดจำนวน “ทักษะที่ใช้ทำงานได้จริง” วันหนึ่งประเทศไทยอาจไม่ได้ขาดคนมีการศึกษา แต่กลับขาดคนที่เศรษฐกิจต้องการ
ดังนั้น… โครงการ TH-AI Passport ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วง ซึ่งกำลังพาคนไทยเข้าสู่โลก AI นั้น จะเป็น “ตั๋วโดยสารสู่อนาคต” จริงหรือไม่…?
หรือเพียง บัตรผ่านประตูที่ยังไม่รู้ว่าจะพาเราไปถึงไหน !
#INSIDEINSIGHT #ชัยทัศน์ #การศึกษาไทย #AI #ตลาดแรงงาน #THAIPassport



