INSIDE INSIGHT | ชัยทัศน์
ประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2569
ถ้า“เล่าต๋า”..เป็น “กระจก” ส่องระบบอภัยโทษ
ไม่ใช่คำถามว่าใครผิด แต่คือผลลัพธ์หลังทุกขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย
กรณี “เล่าต๋า แสนลี่” กลับมาเป็นคำถามของสังคมอีกครั้ง หลังกรมราชทัณฑ์ชี้แจงว่า ตลอดระยะเวลาการรับโทษได้รับพระราชทานอภัยโทษรวม 6 ครั้ง จนเหลือกำหนดโทษ 8 ปี 3 เดือน 28 วันก่อนพ้นโทษ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การกล่าวหาว่าคณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินการไม่ถูกต้อง เพราะกระบวนการอยู่ภายใต้กฎหมายและหลักเกณฑ์ หากแต่คือคำถามในภาพใหญ่ เมื่อคำพิพากษาเริ่มต้นที่ “จำคุกตลอดชีวิต” แต่ผลลัพธ์ปลายทางกลายเป็นระยะเวลารับโทษประมาณ 8-9 ปี ระบบกำลังบอกอะไรกับสังคมเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ตลอดชีวิต”
กรณีของเล่าต๋าจึงควรถูกมองในฐานะ “กรณีศึกษา” มากกว่าการนำบุคคลหนึ่งมาตัดสินซ้ำ เพราะการพระราชทานอภัยโทษเป็นกลไกที่กฎหมายออกแบบไว้ และพระราชกฤษฎีกาแต่ละฉบับกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และสัดส่วนการลดโทษแตกต่างกันตามประเภทความผิดและชั้นนักโทษ โดย พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พศ.2569 กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตในบางกลุ่มความผิดให้เปลี่ยนเป็นกำหนดโทษตามชั้นนักโทษก่อนเข้าสู่การลดโทษตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
นั่นหมายความว่า “ตลอดชีวิต” ตามคำพิพากษา กับ “ระยะเวลาที่ต้องรับโทษจริง” อาจเป็นคนละชั้นของระบบ เมื่อกลไกอภัยโทษถูกนำมาใช้ตามหลักเกณฑ์ในแต่ละครั้ง การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้หมายความว่าคำพิพากษาเดิมถูกแก้ไขโดยคณะกรรมการ แต่เป็นผลจากกลไกทางกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุด ประเด็นที่สังคมกำลังมองเห็นจึงไม่ใช่ “ใครเป็นคนลดโทษ ? ” หากเป็น “เมื่อกลไกเหล่านี้ทำงานต่อเนื่องกันทั้งหมด ผลลัพธ์สุดท้ายสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการลงโทษเพียงใด ?”
คำถามนี้ยิ่งมีน้ำหนักเมื่อเป็นคดีที่สังคมมองว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในระดับร้ายแรง เพราะระบบยุติธรรมมีภารกิจมากกว่าการลงโทษเพียงอย่างเดียว ทั้งการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขัง การให้โอกาสกลับคืนสู่สังคม และการรักษาความปลอดภัยของสังคมในเวลาเดียวกัน ดังนั้น การที่ผู้ต้องขังคนหนึ่งได้รับประโยชน์จากกลไกตามกฎหมายจึงไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นความผิดพลาดของระบบ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากความเข้าใจทั่วไปต่อคำว่า “ตลอดชีวิต” ย่อมเป็นเรื่องที่สังคมมีสิทธิถามถึงประสิทธิผลและความเหมาะสมของระบบ
สิ่งที่กรณีนี้สะท้อนจึงอาจไม่ใช่ “ช่องโหว่” ของใคร แต่อาจเป็น ช่องว่างระหว่างความหมายทางกฎหมายกับความเข้าใจของสังคม เพราะสำหรับประชาชนทั่วไป คำว่า “จำคุกตลอดชีวิต” ย่อมสื่อความหมายถึงการอยู่ในเรือนจำจนสิ้นชีวิต แต่ในทางกฎหมายกลับมีกลไกที่สามารถทำให้ระยะเวลารับโทษเปลี่ยนแปลงได้ตามเงื่อนไขและพระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา คำถามจึงควรขยับจาก “ใครผิด ?” ไปสู่ “ระบบควรอธิบายผลลัพธ์นี้ให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างไร และผลลัพธ์เช่นนี้ตอบโจทย์ความยุติธรรม การฟื้นฟู และความปลอดภัยของสังคมพร้อมกันหรือไม่ ?”
ท้ายที่สุด กรณี “จากตลอดชีวิตไปสู่ 8 ปี” อาจไม่ได้กำลังบอกว่ามีใครทำผิดกฎหมายเลยก็ได้ ตรงกันข้าม ทุกกลไกอาจเดินไปตามกฎหมายทุกประการ แต่เมื่อผลลัพธ์สุดท้ายเกิดขึ้นแล้ว สังคมย่อมมีสิทธิหยิบผลลัพธ์นั้นขึ้นมาถามระบบ …เพราะ กฎหมายไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้ทุกขั้นตอนถูกต้อง หากยังต้องทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าเหตุใดกระบวนการที่ถูกต้องทุกขั้นตอน จึงนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้น !



